วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ตีให้ถึงต้นไล่ให้ถึงปลาย (ตอนที่ 2 )


หากเปรียบชีวิตเหมือนกับการเล่นหมากรุก เพื่อเอาชนะคู่แข่ง เราจะต้องกำจัดลูกน้องให้หมดเหลือเพียงหัวหน้าเพียงตัวเดียว หรือ ใช้วิธีการหลอกล่อ ให้หัวหน้าตายจากการรุกด้วยตัวหมากของเรา แต่ถ้ากระดานที่เราเล่นอยู่มันมีช่องมากมายให้ตัวหมากได้เดินเปรียบดั่งการนับดวงดาวในจักรวาล แล้วคิดว่าเกมหมากรุกที่เล่นอยู่จะมีวันสิ้นสุดไหม หากเป็นเช่นนี้เราจะพบว่าเล่นเท่าไหร่ก็ไม่มีวันที่จะไล่ตัวหมากของฝ่ายตรงข้ามให้พ่ายแพ้ไปได้ เพราะเรากำลังเล่นอยู่บนกระดานที่ไร้ขอบเขต

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ตีให้ถึงต้นไล่ให้ถึงปลาย (ตอนที่ 1)


หลักการแนวคิด วิธีการ สูตรสำเร็จ เคล็ดลับต่างๆ เกี่ยวกับความสำเร็จในชีวิตถูกรวบรวมออกมามากมาย  โดยส่วนใหญ่วิธีการเหล่านี้พูดถึงช่วงระหว่างทางเดินไปสู่ความสำเร็จ หรือช่วงตรงกลางระหว่างจุดเริ่มต้นกับปลายทาง แต่วิธีการแนวทางของจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเรื่องราวนี้มีอยู่ไม่มาก ทั้งที่จุดเริ่มต้นและจุดจบของความสำเร็จมีบทบาทอันสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะถ้าไม่มีจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากพอให้เริ่มลงมือกระทำการใดๆให้สิ่งนั้นสำเร็จ ก็คงไม่มีเรื่องราว วิธีการฟันฝ่าอุปสรรคมากมายมาบอกเล่า หรือนำมาเป็นแนวทางประยุกต์ใช้เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่มีความใกล้เคียงกัน รวมไปถึงจุดสิ้นสุดของความสำเร็จที่มีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกัน

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การตามหาผู้ร่วมเดินทาง


เมื่อเราประสงค์จะได้..

            คนที่คอยรับฟังอยู่เสมอ คนที่คอยดูแลเอาใจใส่เรา คนที่ให้ความสำคัญกับเรา คนที่คอยเป็นห่วง คนที่คอยปรนนิบัติ คนที่คิดถึงกันอยู่เสมอ คนที่จะเจอกันทุกเช้าเมื่อลืมตาตื่น คนที่เข้าใจกัน คนที่สามารถให้คำปรึกษาได้ คนที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับเรา คนที่ยอมรับในตัวเรา คนที่เห็นด้วยกับความคิดเรา  คนที่โทรหากันอยู่เสมอ คนที่พาเราไปหาความสุข พาเราไปกินข้าว พาเราไปเที่ยว คนที่พาเราไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ คนที่ไม่เคยไกลห่าง

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ขุมพลังจินตนาการ

  
งานสร้างสรรค์ งานบันเทิง เช่น นิยาย ภาพยนตร์ ภาพวาด หรือศิลปะประเภทต่างๆ ล้วนมาจากความคิดสร้างสรรค์ อันมีวิธีการหรือรูปแบบของความคิดที่หลากหลาย ไม่แน่นอนตายตัว เป็นไปตามสภาวะในขณะนั้นของตัวผู้คิดจะเลือกใช้วิธีการไหนให้งานศิลป์เกิดขึ้น ในบางครั้งผู้คิดเองอาจไม่ได้มานั่งจดจ่อว่าตัวเองจะใช้วิธีการ รูปแบบ แนวคิด การผสมผสานแบบใด สิ่งที่พวกเขาจดจ่อ คือ การแก้โจทย์ที่ตั้งไว้ หรือ การมุ่งหาแนวทาง เพื่อนำเสนอแก่สาธารณะชน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคนจะเข้าใจว่าพวกเขาเหล่านั้น มีความคิดที่เรียกว่า “จินตนาการ” หรือดำเนินอาชีพด้วยการขายจินตนาการสร้างความบันเทิงใจ

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สิ่งใหม่ๆ บนเส้นทางสายเก่าที่ไม่เคยสัมผัส


ในเวลาเร่งด่วนบนย่านนี้ มีรถติดมากเสียจนผู้คนที่เป็นเจ้าของรถส่วนตัวนึกย้อนไปถึงความสบายที่ไม่ต้องมาจับพวงมาลัย นึกถึงครั้งที่เท้ายืนอย่างปวดเมื่อยบนรถโดยสาร ซึ่งน่าจะให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่า เท้าที่ไม่สามารถขยับออกจากคันเร่ง อันควบคุมรถให้เคลื่อนไปเพียงครั้งละหนึ่งศอกเท่านั้น แต่ ณ ท้องถนนแห่งนี้ได้มีการแก้ปัญหาจากรัฐบาลผู้มีวิสัยทัศน์ในอดีต โดยสร้างสรรค์รถไฟฟ้ามหานคร มอบให้กับคนกรุงเพื่อหลีกหนีถนนอันแสนวุ่นวายที่มีรถวิ่งสวนกันฝั่งละสามเลน

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทำธุรกิจส่วนตัวหรือว่าเป็นลูกจ้างดีกว่ากัน


ในครั้งที่เรายังไม่รู้ว่า การอยู่บนโลกนี้ต้องทำกิจกรรมใดเป็นหลัก เราถูกปลูกฝังให้ร่ำเรียนวิชา เพื่อให้มีความรู้ มีความคิด เมื่อเราเริ่มเข้าใจในมากขึ้นผนวกกับการชี้ทางของผู้ให้โอกาสในการศึกษากับเรา เราจำต้องเลือกที่จะทำงานในสายอาชีพใดสายอาชีพหนึ่งหรือมากกว่า เพื่อสร้างอนาคตให้กับตัวเอง และควรจะแบ่งสรรเวลา ตามคำกล่าวที่ว่า ใน 24 ชั่วโมง เราทำงาน 8 ชั่วโมง มีเวลาให้ครอบครัว 8 ชั่วโมง เวลาพักผ่อน 8 ชั่วโมง แต่ไม่มีชีวิตใครเลยที่สามารถกระทำได้เช่นนั้น

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คู่บุพเพสันนิวาส


แม้หลายคนจะผ่านประสบการณ์การครองคู่ การมีคู่ชีวิตกันมามากแต่ต้องพบกับปัญหาต่างๆ ทั้งตั้งแต่เป็นแฟนกันจนถึงแต่งงาน บางคู่อยู่กันได้ไม่ถึงการแต่งงาน บางคู่แต่งกันมาเป็นสิบๆปี กลับเลิกรากันไป บางคู่เป็นแฟนกันได้ไม่นานแต่มีปัญหาตามมามากมาย

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังการเลือกสรร


            ก่อนพระอาทิตย์จะหมุนไปให้แสงสว่างแด่อีกซีกโลกหนึ่ง ดูเหมือนว่าแสงแดดที่สาดส่องอันร้อนแรงจนเห็นแสงที่กระทบทุกพื้นผิวของวัตถุได้อย่างชัดเจนในคราวนี้ ไม่ได้นำพาอุณหภูมิที่ร้อนระอุมาสู่ผิวหนังอันเปราะบาง เหมือนครั้งที่เราต้องคอยทะนุถนอมในช่วงที่แสงอาทิตย์แผดเผาจนแสบร้อนไปทั่วทั้งกาย แม้จะมีเครื่องนุ่งห่มที่สร้างความมั่นใจในภาพลักษณ์ปกคลุมอยู่  กาลหลังแรกแห่งอรุณที่แสนสดชื่นของดาวฤกษ์ดวงนี้กำลังส่องแสงสีส้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้ายของวัน

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การเฝ้าดูที่แท้จริง


            เราเริ่มต้นคอยเฝ้าดูผู้คนผ่านสัมผัสจากการมองเห็น รูปลักษณ์ภายนอกอันสวยงามของหญิงสาวแรกรุ่นแห่งการผลิบาน รวมไปถึงชายหนุ่มกำยำที่เร้าร้อน เราเฝ้าดูความน่ารักอันไร้เดียงสาของสัตว์แรกเกิดและความดุดันที่เปล่งรัศมีแห่งความโหดร้ายจากสัตว์ที่เติบใหญ่อันสามารถพรากชีวิตตามรูปแบบของวัฏจักร อันถูกสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติ

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สายใยอันแนบแน่น

     
าลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไป หอบเอาทั้งเธอและฉัน คู่กันไปอย่างปรารถนา ปรากฏตามความคิดของเมื่อครั้งอดีตที่เราทั้งสองได้เริ่มรู้จัก....

เสียงท่วงทำนองที่แว่วมาตามสายลมทำให้เราเพลิดเพลินไปกับช่วงหนึ่งของถนนแห่งความทรงจำครั้งหนึ่ง เคยแล่นผ่านและหยิบจับความรู้สึกดี ๆ ได้ในคราวนั้น

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แด่จุดหมาย


ระหว่างเป้าหมายกับผลลัพธ์ของความสำเร็จ จะมีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นเสมอ เมื่อครั้งเราปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิต เฉกเช่นการมองเป้าที่อยู่นิ่งหรือกำลังเคลื่อนไหว ขณะที่เราถือปืนอยู่ในมือกำลังเล็งไปที่เป้าหมายผ่านศูนย์เล็งตามหลักการของการยิงเพื่อพิฆาตจุดหมายให้แน่นิ่งสิ้นชีพ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เรียกว่า  “ความคาดหวัง”

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะทำ….”


มนุษย์เราเมื่อเจอกับปัญหาโดยส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มแก้ไขด้วยความคิดเห็น การไตร่ตรองของตัวเองก่อน   หากเกิดความไม่แน่ใจ ลังเลสงสัย ในปัญหา จึงจะถามความคิดเห็นต่อประเด็นที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น เป็นการหาน้ำหนักมาถ่วงความเห็นที่น่าจะเป็นทางแก้ไขปัญหา  ซึ่งแล้วแต่ลักษณะนิสัยของคน ว่าครั้งได้รับความคิดเห็นของผู้อื่นแล้วจะทำอย่างไร     

เรื่องของการให้คำแนะนำ การให้คำปรึกษาเป็นเรื่องทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เพื่อให้ปัญหาเหล่านั้นลดน้อยลง เราลองมาดูแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ภาวะผู้นำและวิธีการนำผู้อื่น



การคิดค้นธนูถูกสร้างขึ้นด้วยมุมมองที่แตกต่างและกว้างไกลกว่าการสร้างอาวุธระยะประชิดไปเรื่อยๆ และมีมุมมองของการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า เช่น การใช้แรงที่น้อยกว่าการใช้อาวุธระยะประชิด เป็นต้น รวมถึงมุมมองในการรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตรู้ตัวจากการเข้าใกล้

มุมมองเหล่านี้นำมาสู่การหาวิธีการสร้างคันธนูพร้อมลูกศรให้สามารถใช้งานได้ในสถานการณ์จริง นั่นเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่เรียกว่า วิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ “ผู้นำ”  

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ก่อนจะเริ่มนับหนึ่ง


เราต้องเจอกับสถานการณ์ที่ทำให้เราจดจำไม่มีวันลืม เป็นบทเรียน บททดสอบที่แสนจะระทม ขื่นขม เป็นเหตุการณ์ที่เหมือนกับการกลืนอาหารที่ขวางติดอยู่ในลำคอ เราต้องเผชิญกับความไม่พร้อมของวัตถุดิบ เครื่องมือ ทรัพยากร องค์ประกอบในการสร้าง แรงกดดันที่จะผลักให้เราตกหน้าผาไปอยู่ในก้นเหวเดิมก่อนที่เราจะไต่ขึ้นมา เหมือนเราเริ่มเดินอยู่ในที่ๆมืดสนิททันทีที่เรารู้สึกตัว เราต้องอดทนกับความเบื่อหน่ายที่เกิดจากการหาคำตอบของปัญหาที่จะนำให้หลุดออกจากสภาวการณ์นี้

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อำนาจที่ควบคุมทิศทางชีวิต


            มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลที่สุดบนโลกใบนี้ ซึ่งทุกคนมีสมองซีกที่ทำงานด้านของการวิเคราะห์ แยกแยะ ความเป็นเหตุเป็นผลเหมือนกันหมด การกระทำของแต่ละคนจะมีเหตุผลมารองรับเสมอ และมีสมองอีกซีกหนึ่งที่ทำงานไม่เหมือนกับที่กล่าวไป แรงขับเคลื่อนของมันจะมีกำลังมหาศาลมากกว่าความมีเหตุผลของมนุษย์ บางครั้งจะทำให้เกิดการกระทำแบบสุดโต่งแสดงออกถึงความเป็นตัวตน อาจนำมาสู่การกระทำที่อ่อนโยนเหมือนได้สัมผัสความอ่อนนุ่มของขนสัตว์แรกเกิด

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รากฐานของความพิเศษ (ตอนที่ 2)


หากเราสามารถสร้างความพิถีพิถันตั้งแต่รากฐาน นั่นคือ การคิดไตร่ตรองด้วยความละเอียดถี่ถ้วน มองในมุมมองที่หลากหลาย ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของการคิดวิเคราะห์ต่อเรื่องๆหนึ่ง เราจะมีความเข้าใจความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ความเป็นสัจธรรมของโลก เราจะมองที่คุณประโยชน์หรือคุณค่าหลักของแต่ละสิ่งเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก

รากฐานของความพิเศษ (ตอนที่ 1)


            เมื่อครั้งเวลาเราได้รับสิ่งของหรือการกระทำ คำพูด จากผู้อื่น เราสามารถรับรู้ได้ถึงความละเอียดลออหรือความหยาบกระด้างของสิ่งที่ถูกประกอบกันขึ้น เราสามารถรับรู้ว่าสิ่งที่เราได้รับมาจาก ความอดทน ความมุ่งมั่น รู้สึกได้ถึงกาลเวลาที่ยาวนานของการสร้างสรรค์ และรับรู้ได้ถึงความไม่เอาใจใส่ ความมุ่งหมายเพียงแต่ประโยชน์ รวมไปถึงการให้เวลาเพียงน้อยนิดในการทำขึ้นอย่างไร้เยื้อใยของสิ่งนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สัจจะที่แปรเปลี่ยน


เราให้ความสำคัญต่อคำพูดของเราแค่ไหน เราจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้จนถึงที่สุดหรือไม่ มีหลายครั้งที่เรากระทำตามที่พูดไว้ได้สำเร็จ แต่ก็มีหลายครั้งเช่นเดียวกันที่เราไม่กระทำตามที่พูดหรือกระทำสิ่งตรงข้ามแทน เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งที่เรารู้ว่าเรื่องของสัจจะ วาจา จะสร้างความน่าเชื่อถือในแต่ละบุคคลและสามารถทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวบุคคลนั้นได้เช่นกัน

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

หลักการชีวิตของคุณเป็นอย่างไร


การค้า ธุรกิจ นำพาความร่ำรวย ความสุขสบายในทางวัตถุมาให้ สามารถตอบสนองความต้องการ ทั้งสิ่งของที่จับต้องได้ และสิ่งที่ไม่คงอยู่เป็นรูปธรรมแน่นิ่ง ซึ่งสามารถส่งผลกระทบถึงอารมณ์ความรู้สึกต่อความพึงพอใจได้ เช่น การบริการ เป็นต้น ระบบธุรกิจเข้าไปอยู่ในทุกๆ อณู ทุกๆ ส่วนของกิจกรรมบนโลกใบนี้ ตั้งแต่สถาบันที่ไม่หวังผลประโยชน์

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สถานที่ผ่อนคลายที่ดีที่สุด


            อย่างที่เคยกล่าวไปในบทความก่อนหน้านี้ว่า เราใช้เวลามากมายสำหรับการคิดจดจ่อและกระทำสิ่งต่างๆ เมื่อเรากระทำสิ่งเหล่านั้นมากๆ เข้า ทำให้เกิดการสะสมอารมณ์ที่เป็นความทุกข์ ความเป็นกังวลในสิ่งที่ทำ ต้องการให้สิ่งที่คิดที่ทำออกมาดี เป็นที่ยอมรับจากลูกค้า นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน ครอบครัวหรือสังคมที่เราอยู่

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เลือกเจอไม่ได้แต่เลือกคบได้


            ตั้งแต่เกิดมาเราพบปะกับผู้คนเหมือนดั่งพสุธาพบปะกับสายฝน

เหมือนกับต้นไม้ที่รอสายน้ำมาหล่อเลี้ยง

เหมือนต้นไม้ที่เจริญงอกงามขึ้นไปตามสภาวะแวดล้อมที่พรั่งพร้อม

ดั่งต้นไม้ที่เติบโตตราบเท่าที่สารอาหารยังคงมีอยู่

การพบปะผู้คนเปรียบดั่งการได้รับสารอาหารให้ชีวิต นำมาสู่การพัฒนาความคิด ความรู้ ประสบการณ์ให้เพิ่มขึ้นตราบเท่าช่วงเวลาที่มีของเรา โดยการแลกเปลี่ยนวาจา การกระทำ ซึ่งจะทำให้เราขยับความสัมพันธ์จากการพบปะกันในครั้งแรกไปสู่ครั้งต่อๆไป หากความสัมพันธ์ของเราเพิ่มมากขึ้น ลึกซึ้งเข้าไปภายในกลายเป็นความผูกพันระหว่างบุคคลต่อบุคคล เราจะให้เวลากับความผูกพันนี้เฉพาะเจาะจงมากกว่าใคร

เหมือนดั่งมดที่เลือกน้ำตาล

เหมือนกับแมวที่เลือกปลาให้เป็นของโปรด

เราจะนำเรื่องราวต่างๆที่เราได้พบเจอมาแบ่งปัน ทั้งความเลวร้ายของชีวิตที่เต็มไปด้วยบาลแผล ทั้งความสบายใจ ความสุขสำเร็จอันภาคภูมิ และพร้อมเสียสละช่วยเหลือเหมือนกับกระจกสะท้อนที่ให้ความเท่าเทียมกับของจริง

เราต่างค้นหา มิตรแท้ เหมือนดั่งการหาหยดน้ำที่มีคุณค่ามากที่สุดท่ามกลางห่าพายุกระหน่ำ

            ผู้คนที่เราให้ระดับความสัมพันธ์โดยใช้คำนามที่เรียกว่า เพื่อนหรือมิตรสหาย บุคคลเหล่านั้นได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่าเพื่อนมากน้อยแค่ไหน หลายคนเข้าใจว่า เพื่อน คือ ที่ระบายความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจ ความผิดหวัง ที่พึ่งพิงยามเจอปัญหา ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าเพื่อนทั้งหลายจะโทรมาปรึกษา นัดเจอ กินข้าวและพูดคุยแต่เรื่องเหล่านี้ ถามว่าจะมีคนที่เรียกว่าเพื่อนกี่คน ที่เมื่อเวลามีความสุขแล้วโทรมาหาหรือมาเยี่ยมเยียน เพื่อบอกกล่าวถึงความสุขเหล่านั้น อยากให้เราได้รับความสุขแบบที่เขารับ หรือ พาเราไปหาความสุข ประสบการณ์ใหม่ๆให้กับชีวิต เพื่อความสัมพันธ์ที่ลึกซึ่งแม้คำเรียกนั้นจะเป็นคำสั้นๆ ง่ายๆ ทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบหรือพูดคุยกันจะนำแต่เรื่องที่เป็นความสุขมาให้เรา หากเราหันไปมองเพื่อนเราจริงๆ เราจะพบคนที่มีลักษณะแบบหลังนี้น้อยมากหรืออาจจะหาไม่ได้เลยก็เป็นได้



      แล้วการสรรหาเพื่อนแท้จะทำได้อย่างไร คำถามนี้เกิดขึ้นกับทุกคน ทำให้เกิดวิธีการที่แตกต่างกันไปในการหาเกณฑ์มาใช้เป็นตัววัดว่าเพื่อนที่เราคบอยู่ว่าเป็นเพื่อนแท้หรือไม่ บ้างใช้การลองใจ โดยการสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นมีบททดสอบต่างๆ ที่เราตั้งไว้ ถ้าคนๆนั้นเขาทำตามที่คิด เราก็จะให้ใจให้คำว่าเพื่อนแท้ บ้างใช้เวลาและรอให้สถานการณ์จริงๆเกิดขึ้นแล้วดูผลลัพธ์ ผลของการกระทำปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อหน้า แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำว่าเพื่อน ซึ่งคนเหล่านั้นมีเพื่อนไว้เพื่อใช้ประโยชน์แก่ตนเองเท่านั้น

            พวกเราหลายคนพยายามหาเพื่อนที่มีลักษณะนิสัยใกล้เคียงกันหรือมีความคิดเห็น มุมมองที่ออกไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งมีวิธีการหนึ่งที่จะทำเราได้รู้จักกับคนที่น่าจะเป็นเพื่อนสนิทกับเราได้ สามารถเข้าใจ เข้าถึงหรือเรียกว่า อารมณ์เดียวกัน วิธีการนั้นก็คือ การทำงานร่วมกัน เพราะการทำงานจะทำให้บุคคลได้แสดงความคิดเห็น มุมมอง ผ่านคำพูดและการกระทำ ปฏิกิริยาโต้ตอบในสภาวะของการเจอปัญหารุมเร้า เมื่อเป้าหมายหรือผลลัพธ์ของงานมีผลต่อความก้าวหน้า ภาพลักษณ์ ความสามารถ ความเป็นตัวตนของแต่ละคน และหากเป้าหมายมีเรื่องของเงินหรือผลประโยชน์ที่ได้มาเป็นส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณจะได้เห็นสันดานที่แท้จริงของมนุษย์ คุณจะรู้ว่าคนๆนั้นจะเป็นบุคคลที่จะเข้ากับคุณได้ตลอดชีวิตของคุณ หรือเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่งที่พอคบได้แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก หรือคุณอาจจัดให้บุคคลนั้นกลายเป็นแค่คนรู้จักในใจคุณก็ได้ เพราะงานจะทำให้เราได้เห็นธาตุแท้ของบุคคล

            ทิ้งท้ายไปด้วยวิธีการทำให้เพื่อนของเราจัดเราเข้าไปอยู่เป็นมิตรแท้คนหนึ่งในบรรดากลุ่มเพื่อนของเขา

ให้เพื่อนก่อน โดยไม่รอให้เพื่อนให้เรา เราถึงจะให้ตอบแทน

ให้เรื่องครอบครัวของเพื่อนสำคัญกว่าเรื่องของเรา

ให้ความทุกข์ของเพื่อนสำคัญกว่าความทุกข์ของเรา

ให้ทางเลือกในการตัดสินใจอย่าตัดสินใจแทนเพื่อน

ให้ความช่วยเหลือที่จะสามารถทำให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่มีเรา

ให้เวลาของเพื่อนสำคัญกว่าเวลาของเรา

ให้โอกาสเพื่อนในการเลือกที่จะมาพบปะกับเราหรือใช้เวลาของเขาไปทำอย่างอื่น

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ภาคต่อแห่งความสำเร็จ (ตอนที่ 2)


เมื่อเราลงมือกระทำเรื่องใดแล้ว เราจะพบกับสิ่งขัดขวาง ทำให้เกิดรู้สึกไม่ชอบ  ไม่อยากเจอ พยายามหลีกหนี ไปหาที่ที่คาดว่าจะไม่เจอมันอีก ในบางครั้งเราต้องจมอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้นานหลายวัน หรือเราอาจจะเจอมันในทุกๆวัน  เมื่อเรื่องนี้จบลง ก็มีเรื่องใหม่เกิดขึ้นมา คอยดักทางแทนที่ของเก่า เราใช้ประสบการณ์ของเราในการจัดการมัน วางแผน ควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้วเกิดซ้ำอีก และในบางครั้งมันอาจรุนแรงมากเสียจนทำให้เราเลิกทำสิ่งที่ทำอยู่ ไปกระทำสิ่งใหม่โดยหวังว่าจะไม่มี “ปัญหา” อีกในการทำสิ่งใหม่ๆ

            ปัญหามีอยู่ในทุกอณูของโลกใบนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในพื้นที่ไหน ทำงานประเภทใด ซึ่งแต่ละงานจะใช้ความสามารถที่แตกต่างกัน ความรู้ที่ต่างสาขากัน แต่เราจะต้องเจอกับปัญหา เราไม่อาจหลีกหนีได้ แม้ว่าเราจะไม่ชอบมันก็ตาม นั่นคือ ความเป็นจริง เรื่องทุกเรื่องที่เราทำ เรื่องที่เราอาจมองเห็นว่าดี มีอนาคต มีความสุขสบาย สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงเท่านั้นเพราะแท้จริงของเนื้อในสิ่งๆหนึ่งจะมีปัญหาซ่อน รวมไปถึงการใช้ชีวิต การดำเนินชีวิตคู่ หรืออยู่แบบคนโสด อยู่แบบครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวเดี่ยว อยู่คอนโดสูงหรือกระท่อมหลังเล็ก กินอาหารที่คัดสรรซึ่งถูกสร้างมูลค่าจนสูงสุดในห้องอาหารเลิศหรูหรือกินอาหารข้างถนนที่สุดแสนธรรมดาและเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันรถ ขณะทำงานอย่างเคร่งเครียด แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายหรือขณะที่ยังพักผ่อนสบายอยู่ริมทะเล อยู่ในฐานะเจ้าของกิจการหรือในฐานะลูกจ้าง เป็นผู้รับสิ่งบันเทิงหรือสร้างสรรค์มันขึ้น เป็นศิลปินหรือเป็นแฟนคลับ เป็นซุปเปอร์สตาร์หรือแค่ทำตามไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจ ที่กล่าวถึงมาก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่มากพอ กับคำว่าที่ในทุกๆ จุดที่เรากระทำหรือจุดที่เราอยู่ นั้นมี “ปัญหา” รออยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน




            ถ้าหากเรามีทัศนคติที่ดีต่อเรื่องปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดๆ เราก็จะสามารถที่จะแก้ไขมันได้ แม้ทางออกของปัญหาจะดูเหมือนไม่มีความเป็นไปได้ มีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้เวลายาวนานในการทำความเข้าใจ เกิดคำว่ายากภายในจิตใจ ภายในความคิดของเรา ทำให้เกิดการยกระดับปัญหากลายเป็นเรื่องที่ดูยิ่งใหญ่ในการแก้ไขหาทางออก แต่ถ้าเรายอมรับว่าปัญหาเกิดขึ้นทุกที่ในที่เราไป อยู่ในทุกอย่างที่เรากระทำ ซ่อนอยู่ในความคาดหวัง ปะปนอยู่ในความสำเร็จอาศัยอยู่ในธรรมชาติของการได้มา เป็นส่วนหนึ่งของโลก เราก็จะสามารถขจัดมันออกได้โดยไม่มีความกังวล ไม่รู้สึกถึงความเป็นศัตรู จะรู้สึกว่ามันคือ มิตรแท้ เมื่อไปที่ไหนทำอะไรก็เจอ และหากเรายอมรับจะทำให้เราเห็นทางเลือกมากมายนับไม่ถ้วน นำมาสู่ทางออกทุกทาง แม้จะมองว่าเป็นไปไม่ได้ ทำให้เรามองแต่เพียงจุดหมาย เหมือนกับเรื่องของ  ไคล์ แมคโดนัลด์ ในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งถูกกล่าวในหนังสือ น่าจะรู้อย่างนี้ ตั้งแต่ตอนอายุ 20 ว่าเขาสามารถสร้างคุณค่าจากคลิปหนีบกระดาษสีแดง โดยการแลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้บ้านมาหนึ่งหลัง การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องที่ยาก คือ การรับปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้และทำความเข้าใจมันให้ละเอียดท่องแท้

            ปัญหาของการทำได้หรือไม่ได้ก็จะหมดไป การทำได้นั้นขึ้นอยู่ที่ความสนใจต่อเรื่องๆหนึ่ง ซึ่งแหล่งพลังงานของความสนใจนั้นมาจาก “ทัศนคติ”เช่นเดียวกัน เพราะทัศนคติ คือ ความเห็นหรือมุมมอง ที่มองต่อเรื่องนั้นๆ แสดงออกถึงความชอบ ไม่ชอบ อันนำมาสู่ความอยากหรือไม่อยากที่จะลงมือกระทำ ถ้าเราชอบเราก็อยากจะลงมือกระทำ ถ้าไม่ชอบเราก็ไม่อยากจะลงมือกระทำหรืออาจลงมือกระทำแต่เป็นการกระทำเพื่อหลีกหนี ทัศนคติเป็นตัวเริ่มต้นทั้งหมด หากเรามีทัศนคติที่ดีต่อต่อเรื่องต่างๆ ทั้งการลงมือสร้างสรรค์หรือกระทำบางอย่าง หรือ การรับปัญหา การแก้ปัญหาต่างๆ จะอยู่ในทิศทางที่เราสามารถกระทำได้เสมอ


อย่างที่กล่าวไปทั้งหมดหากเราใช้ทัศนคติที่ดีเป็นตัวเริ่มต้นให้เราลงมือกระทำต่อเรื่องๆ หนึ่ง จะนำมาสู่ความสำเร็จต่อเรื่องนั้นๆ ได้ เพราะความมุ่งมั่น ความพยายาม อันเกิดจากทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่เราลงมือกระทำ ซึ่งจะผลักดันให้เราแก้ปัญหาของสิ่งที่ดูจะเป็นไม่ได้หรือไม่มีทางออกให้แตกกระจายหงายหลังกลับไป และถึงจะมีอุปสรรค์กองโตที่จะวิ่งเข้าหาเราอย่างต่อเนื่อง เราก็จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นได้อย่างไม่สิ้นสุดเช่นกัน

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ภาคต่อแห่งความสำเร็จ (ตอนที่ 1)


            การที่เรามองภายนอกของเพื่อนมนุษย์แต่ละคนด้วยตาเปล่า จะประกอบสร้างความเข้าใจรูปลักษณ์ บุคลิกลักษณะภายนอกส่งผ่านมายังภายในจิตใจของเรา ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างของแต่ละคนเพียงอย่างเดียวนั้น เราจะไม่สามารถทราบถึงศักยภาพของคนๆหนึ่งได้ หรือทราบได้ว่าบุคคลนั้นจะมีศักยภาพสูงกว่าคนอื่นๆหรือไม่ เราจะไม่รู้ว่าบุคคลหนึ่งจะมีความสามารถในด้านของการคิดวิเคราะห์แยกแยะ จัดสรรระบบ อย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นหลักการ  หรือ จะมีความสามารถในการคิดแบบความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และจดจำ เข้าถึงเรื่องต่างๆ ด้วยภาพหรือมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว หรือว่าบุคคลนั้นอาจจะมีความสามารถทั้งสองด้าน

เราจะสามารถทราบถึงศักยภาพของบุคคลว่ามีของดีหรือไม่ต่อการกระทำเรื่องหนึ่งๆ เราจะรับรู้ได้จาก 3 ประเด็นนี้ คือ  ความรู้ ทักษะ และ ทัศนคติ โดยการใช้หลักทั้งสามมาเป็นตัววัดต่อเรื่องนั้นๆ เช่น หากบุคคลที่มีทักษะในการสร้างสรรค์รายการทีวี มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับกระบวนการ การผลิต การขาย หรือความรู้เกี่ยวกับความต้องการของผู้ชม และแน่นอนว่าถ้าเขาคนนี้มีทัศนคติที่ดีต่อวงการโทรทัศน์ ต่อรายการทีวี เขาจะสามารถสร้างสรรค์รายการทีวีที่ดีรายการหนึ่งออกมาได้หรือทำให้บริษัทที่ผลิตรายการทีวีที่เขาอยู่เจริญเติบโตได้ เป็นต้น 

           การที่เราจะรู้ว่าคนๆหนึ่งจะมีทักษะ ความรู้ มากหรือน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องอาศัยเวลา เพื่อให้เขาได้แสดงออกมาเมื่อโอกาสมาถึง แต่สิ่งที่เราจะทราบได้ทันทีจากการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือ ทัศนคติ ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้บุคคลหนึ่งทำสิ่งที่สนใจได้ และจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จของการกระทำ หากบุคคลใดที่มีทัศนคติที่ดีต่อเรื่องที่ทำอยู่ บุคคลนั้นจะกระทำและสร้างสรรค์สิ่งนั้นจนประสบความสำเร็จ ถึงแม้จุดเริ่มของเขาจะไม่มีความรู้ หรือ ทักษะใดๆ เลย ทัศนคติจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการฝึกฝนทักษะและการหาความรู้เพิ่มเติมได้ในภายหลัง




ถ้าเช่นนั้นเราน่าจะลองเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีทัศนคติที่ดี เพราะประเด็นเรื่อง ทักษะและความรู้ จำเป็นต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ดั่งตัวอย่างที่เป็นคำกล่าวของคนรุ่นเก่าที่ว่า  จะหาผัวหาเมียไม่จำเป็นต้องหาคนรวยหรอกแต่ให้หาคนที่มีความขยันก็พอ เป็นการแสดงทัศนคติต่อการใช้ชีวิตคู่ว่า หญิงหรือชายคนใดที่มีความเห็นต่อการใช้ชีวิตว่าจะต้องดำเนินไปด้วยความขยันมั่นเพียร เมื่อผู้นั้นเห็นว่าความขยันเป็นสิ่งดีจะผลักดันให้คนผู้นั้นดำรงชีวิตอยู่ด้วยความขยัน ซึ่งจะนำมาพาความสำเร็จความเจริญรุ่งเรืองมาให้

และถ้าเราจะหาบุคคลที่จะมาช่วยเหลือเรา ให้หาคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อการทำความดี ต่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นมิตรสหาย  ต่อการอาศัยพลังของทีมและการร่วมงานกันทำ เพราะคนๆนั้นจะผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในทิศทางที่ดีได้

การลงมือกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราอาจมองด้วยมุมมองทางการเงิน ในเรื่องการใช้เวลาที่เรามีอยู่จำกัดให้สามารถสร้างผลตอบแทนในจำนวนเงินที่เราคาดหวัง และมุมมองของเรื่องครอบครัวว่า เราจะมีเวลาให้เราสามารถทำกิจกรรมหรืออยู่ร่วมกับครอบครัวได้ในจุดที่สมควรหรือไม่ หากเราจะลงมือกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ มุมมองหนึ่งที่น่าจะลองมองนอกจากที่กล่าวไปข้างต้น คือ มุมมองในการมองตัวเอง เราลองกลับมามองตัวตนของเราว่า เรามีความสามารถทักษะ ความรู้ที่เรามีต่อเรื่องๆนั้นมากเพียงพอแล้วหรือยัง รวมไปถึงโอกาสที่เรามองเห็นและสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ของสิ่งที่เราจะไปทำ และที่สำคัญ เราได้ถามคำนี้กับตัวเองหรือยัง  “เรามีทัศนคติอย่างไรต่อเรื่องที่เราลงมือกระทำ” 

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มุมหนึ่งที่ต้องเจอ (ตอนที่ 2)


แล้วการรอคอยคืออะไรหละ การรอคอย คือ สถานการณ์ที่เราเป็นผู้รอรับกับเหตุการณ์บางอย่างให้มากระทำต่อเรา และเมื่อเหตุการณ์นั้นมาถึงการรอคอยก็จะสิ้นสุดลง ก่อนการรอคอยจะเริ่มขึ้นมีจุดเริ่มมาจาก ความปรารถนาจะได้บางอย่างด้วยสภาพแวดล้อมที่ยังมาไม่ถึงหรือสถานการณ์จำเป็นที่ไม่อาจหลีกหนีได้กลายมาเป็นจุดหมายที่เราต้องทำ เช่น อยากจะเห็นพระอาทิตย์ตกดินที่ทะเล กับ เจ้านายสั่งให้ไปพบเจอลูกค้า เป็นต้น ทำให้ต้องตัดสินใจในทางเลือกของเราว่าจะรอคอยหรือไม่ ในกรณีที่เรามีโอกาสในการตัดสินใจเลือก สามารถควบคุมการตัดสินใจได้ เราควรพิจารณาผลลัพธ์ของการรอคอยให้ถี่ถ้วน และใช้ความเด็ดขาดและมุมมองในระยะยาวอยู่ร่วมเข้าไปในการตัดสินใจ รวมไปถึงการยอมรับต่อผลการตัดสินใจของตนเอง แต่ถ้าอยู่ในกรณีที่เราไม่ได้มีโอกาสในการตัดสินใจอยู่ในสถานะที่ต้องทำ ก็ควรจะปล่อยความเป็นมาที่นำเราไปสู่ความเป็นไปข้างหน้า ให้มันเป็นไปอย่างที่มันเป็น

กล่าวง่ายๆ คือ เราจะอยู่ในสถานะเป็นผู้กำหนดการรอคอยขึ้นหรืออยู่ในสถานะที่ไม่ได้เป็นผู้กำหนดการรอคอยขึ้นก็ได้ เช่น เรารอเพื่อนที่กำลังเดินทางมาหาเนื่องจากเพื่อนเป็นคนนัดให้เราไปรอ หรือในสถานการณ์กลับกันเรารออยู่แต่เราเป็นคนเริ่มนัดว่าจะไปรอ ณ ที่ตรงนั้น เป็นต้น สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนำมาสู่การรอคอย เราต้องเจอกับการรอคอยอยู่ตลอดเวลาในช่วงชีวิตของเรา แต่อาจแตกต่างกันไปตาม สภาพแวดล้อม จุดหมาย สิ่งขัดขวางให้การรอคอยล้มเหลวและระยะเวลาในการรอคอย 

การรอคอยมีเรื่องของเวลาและสภาพแวดล้อมมาเป็นปัจจัยให้ถึงจุดสิ้นสุดหรือเป็นปัจจัยให้การรอคอยไปไม่ถึงเป้าหมาย และยังนำมาใช้กำหนดขอบเขตของการรอคอยอีกด้วย เช่น เรากำหนดว่าจะรอเพื่อน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะกลับบ้านหรือถ้าในระหว่างหนึ่งชั่วโมงที่รออยู่นี้ แม่โทรมาให้กลับไปช่วยธุรกิจที่บ้านก็จะกลับทันที เป็นต้น ในบางครั้งขอบเขตของเวลาการรอคอยอาจยาวนาน เช่น ในการรอคอยเพื่อให้ ความคิด แนวทางหรือสิ่งของทางกายภาพต่างๆ ที่เราสร้างสรรค์ให้กับโลกได้รับการตอบรับซึ่งจะมาจากความลงตัวของสภาพล้อมที่สอดรับกับเรื่องที่เราทำ เช่น แนวคิดปรัชญาในสมัยก่อน ผู้ที่เป็นนักคิด(อริสโตเติลเป็นต้น) ที่คิดแนวทาง ปรัชญาของมนุษย์ขึ้นมาแต่ไม่ได้ถูกตอบรับจากคนยุคนั้น เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายมามีบทบาทในสมัยนี้ เป็นพื้นฐานของสาขาวิชา ถึงแม้แนวคิดที่เป็นตัวจุดเริ่มต้นจะถูกหักล้างด้วยแนวคิดใหม่แต่แนวคิดนั้นก็ยังไม่ได้ตายจากโลกนี้ไป และด้วยแนวคิดของเขาที่เป็นพื้นฐานทำให้เกิด แนวคิดใหม่ๆที่แตกต่างออกมาให้เราได้ศึกษา จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของการรอคอยต้องมีสภาพแวดล้อมที่สอดรับซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะเห็นผล




            เมื่อการรอคอยได้เริ่มต้นขึ้น แน่นอนว่าถ้าหากเรายังไม่เข้าใจสัจธรรมของการรอคอย จะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น อันมาจากแนวคิดที่มีมุมองเพียงมุมเดียว คือ เราจะมองไปที่ผลลัพธ์ของการรอคอยและคาดหวังว่าจะต้องสมหวังกับผลลัพธ์นี้เท่านั้น ทำให้เกิดอาการต่างๆ รวมไปถึงความรู้สึกที่อยู่ภายใน เช่น ความกังวล เป็นต้น  ถ้าเราทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ของความเป็นจริงในการรอคอยอย่างการมองไปที่ผลลัพธ์ ว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีอยู่ 2 ทาง คือ ทางที่สมหวังนำมาสู่ความสำเร็จ ความสะใจ ความภาคภูมิใจ กับทางที่ผิดหวังดึงเราไปสู่ความท้อถอย ความเหน็ดเหนื่อย ความเบื่อหน่าย เราต้องรับความเป็นจริงข้อนี้ แน่นอนว่าทุกคนชอบความสมหวังมากกว่าความผิดหวัง   แต่ด้านความผิดหวังนี้ได้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี สร้างความเข้าใจในความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงและสิ่งที่เราไม่มีทางรู้คือ เราไม่สามารถรู้อนาคต ไม่รู้หรอกว่าเมื่อไปถึงจุดสิ้นสุดของการรอคอยแล้ว จะเกิดผลดีหรือร้ายอันใด  เมื่อเป็นเช่นนั้นเราควรหรือไม่ที่จะเป็นผู้ผิดหวังที่ไม่ยอมรับความจริงแล้วทำบางอย่างออกไป 

           ซึ่งผู้ผิดหวังจากการรอคอยจะทำให้ตัวเองไม่ตกอยู่ในสภาวะนั้น ทำทุกอย่างเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น เช่น คนที่เกลียดการรอคอย ผิดหวังจากการรอคอย หากนัดพบเจอกับเพื่อนจะนัดให้เพื่อนออกมาก่อนเวลาเพื่อมารอตนเอง คือ ให้เพื่อนถึงก่อน พอตนเองไปถึงก็ไม่ต้องรอ หรือ โกหกว่าตนเองถึงแล้วขณะเดินทางยังไม่ถึงเพื่อให้อีกฝ่ายเร่งรีบมารอตนเองให้ได้ เป็นต้น เห็นได้ว่าการไม่ยอมรับความจริงนำไปสู่หนทางของความเลวร้ายได้


ในขณะที่เรากำลังดำเนินอยู่กับการรอคอยไม่ว่าจะมีอุปสรรค มีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงใดๆ ทำให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคนั้นแล้วยังคงอยู่ในเป้าหมายเดิม หรือ ต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้งว่ายังคงจะรอคอยต่อไปหรือไม่  เราอาจเกิดคำถามว่าเราจะอยู่ในทิศทางใดเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนาเราจะเลือกไปให้ถึงเร็วที่สุดหรือไปอย่างช้าๆ แต่มีสองสิ่งที่เป็นความจริงและอยู่คู่กับเรื่องการรอคอยเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงมือกระทำ คือ การสร้างสรรค์ใช้เวลานานกว่าการทำลายล้าง และการทำชั่วสามารถกระทำได้ง่ายกว่าการทำความดี”  เช่น การเลี้ยงมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมานั้นแสนยากลำบาก กว่ามนุษย์คนหนึ่งจะเข้าใจโลก มีความรู้ ความคิด สามารถดูแลตัวเองและตั้งอยู่ในความดี มีความเสียสละ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ แต่การฆ่าไม่ว่าจะด้วยอาวุธหรือเทคนิคต่างๆ นั้นกลับง่ายดาย แค่เสี้ยววินาทีเดียวที่กระพริบตา ชีวิตก็ดับหายมลายไปจากโลกนี้ไป เราจะเลือกอยู่ในทิศทางของการรอคอยในแบบการสร้างสรรค์และการทำความดีถึงแม้จะใช้เวลาที่ยาวนานกว่าแต่เรายังมีสติของผู้ที่เป็นมนุษย์ หรือ เลือกทำตามทิศทางที่ง่ายกว่า ใช้เวลาน้อยกว่าแต่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณวิ่งตามตัณหาอย่างไม่มีสิ้นสุด...........

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มุมหนึ่งที่ต้องเจอ (ตอนที่ 1)


            ถ้าคุณมีจุดหมายที่จะไปให้ถึงแต่อยู่ในสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึก กระวนกระวาย  ร้อนลุ่ม อยู่นิ่งกับที่ไม่ได้จนต้องแสดงอากัปกริยาทางกาย ทั้งจิ้ปาก ทำคิ้วชน หายใจรุนแรง นั่งเขย่าเท้า ใช้มือกระทบสิ่งของหรือร่างกายด้วยจังหวะที่เร็วกว่าเพลงแดนซ์ เกร็งตามอวัยวะ ถอนหายใจดังๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมือนกับอยู่ในโพรงใต้ดินที่มืดสนิทขยับตัวไม่ได้ ไม่สบอารมณ์กับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาทางสัมผัส กระสับกระส่าย อึดอัดใจ คุณกำลังลุ้น จดจ่อ วกวนกับเรื่องนี้อย่างไม่หยุดหย่อน หากอยู่ร่วมกับใครในสถานการณ์นี้คุณอาจจะพูดไม่หยุดเพื่อลดความตรึงเครียด เบี่ยงความสนใจของตัวเอง หรือ คุณอาจไม่พูดถ้อยคำใดๆกับคนที่อยู่ใกล้ตัวคุณเลย คุณปล่อยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นทับถมอยู่ภายในจนสูงดั่งตึกระฟ้า หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เรียกว่าคุณอยู่ในสภาวการณ์ของ “การรอคอย”



            สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นการรอคอยในแบบระยะสั้น ใช้เวลาไม่นานการรอคอยก็จะจบลง เช่น เป็นสถานการณ์ของการนัดพบเพื่อเจรจาทางธุรกิจแต่เจอกับปัญหารถติด เป็นต้น แต่ผลที่ตามมาของเรื่องในลักษณะนี้มันอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ อาจทำให้เราตกงานหรือขาดรายได้ ทำให้เราผิดคำพูดคำสัญญาที่ให้ไว้ กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีระเบียบวินัย นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการรอคอยอีกอย่างหนึ่ง คือ การรอคอยในระยะยาว เช่น การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ให้กับโลก ณ วันแรกที่มันออกมา คงเป็นไปได้ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจถึงการใช้ ความซับซ้อน คุณประโยชน์ต่างๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนเริ่มเรียนรู้และเข้าใจมัน เป็นต้น

ไม่ว่าการรอคอยจะอยู่รูปแบบไหนเราจะต้องเจอมันอยู่เสมอ  ถ้าเช่นนั้นเราลองมาหาความเป็นจริงหรือสัจธรรมของการรอคอยว่ามีลักษณะอย่างไร เพื่อให้เราเป็นผู้มีความเข้าใจการรอคอยอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดมุมมองเพียงด้านเดียว เช่น คุณอาจจะคิดว่าเวลาของเรามีค่ามาก เราต้องใช้ทุกวินาทีของช่วงชีวิตนี้ให้คุ้มที่สุด แนวคิดแบบนี้ทำให้คุณกลายเป็นคนรีบเร่ง ร้อนรนตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าการรอคอยนี้ไม่สมหวัง เราจะยิ่งคิดเสียดายกับเวลาที่เสียไป จะเกิดความคิดที่ว่า อุตสาห์รอแต่ผลลัพธ์กลับแย่ รู้อย่างนี้ไม่รอดีกว่าดังนั้นเราลองมาทำความเข้าใจเรื่องสัจธรรมของการรอคอยนี้เพื่อไม่ให้การรอคอยกลายเป็นเรื่องอมทุกข์ส่งผลต่อจิตใจของเรา  เพื่อให้เรื่องที่ทำให้เราเป็นทุกข์น้อยลงไปอีกเรื่องหนึ่ง


วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อีกทางเลือกหนึ่งของความสำเร็จ (ตอนที่ 2 )


            เราลองมาดูตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่อง “ความรัก” กันบ้าง หากเราต้องการให้ชีวิตคู่ของเราประสบสุขพร้อมกันทั้งสองฝ่าย เราก็จำเป็นต้องใช้เวลา  “สั่งสมการใช้ชีวิตร่วมกัน” ให้มากขึ้นจนถึงจุดที่เข้าใจกันและความขัดแย้งต่างๆจะน้อยลง จะเห็นได้ว่าคู่รักที่มีอายุแล้วจะไม่ค่อยมีปัญหาขัดแย้งกันมากนักมีแค่เล็กๆน้อยๆ ไม่นานจะจบลง มองไปทีไรจะเห็นแต่ว่าคู่ตายายคู่นี้มีแต่ความสุข แต่ถ้าหากลองเปรียบเทียบกับคู่หนุ่มสาวส่วนใหญ่จะพบว่ามีปัญหาขัดแย้งกันมาก ถึงขนาดทำร้ายร่างกายกลายเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ นั่นเพราะยังใช้เวลาอยู่ด้วยกันน้อย พื้นฐานของแต่ละคนมาจากคนละที่ นำมาซึ่งความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนกัน และยิ่งต่างคนต่างมีการงานที่ดี ซึ่งหมายถึงต้องรับผิดชอบงานมากกว่าคนปกติ ทำให้ต้องใช้เวลากับงานมากกว่าชีวิตคู่ เจอกันแค่ก่อนนอน หรือถ้าหากไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แทบจะไม่ได้คุยกันหรือแม้แต่ส่งข้อความหากัน  ทำให้เกิดความไม่ราบรื่นต่อการใช้ชีวิตได้

            แน่นอนว่าหากพูดถึงความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะนึกความสำเร็จในด้านของหน้าที่การงาน ธุรกิจหรือการหาเงิน การนำหลักแนวคิดเรื่องการสะสมมาใช้จะเป็นการมองว่า การทำงานหรือการหาเงินให้ประสบความสำเร็จเกิดจาการสะสมปัจจัย 3 อย่าง  คือ  เวลา ประสบการณ์ และ การเรียนรู้ ความสำเร็จของแต่ละสิ่งจะมีจุดอิ่มตัวจากการเติบเต็มของปัจจัยทั้ง 3 เช่น ถ้าหากเราให้คะแนนความสำเร็จการทำงานเป็น 100 เราอาจประสบความสำเร็จด้วยทางต่างๆ ดังนี้

1.เราเป็นผู้สามารถเรียนรู้เร็ว เรียนรู้จากการศึกษาได้มากเป็น 70 บวกประสบการณ์การทำงานไป 30 จึงจะสำเร็จในงานนั้น
2.เราสามารถเรียนรู้ได้ปานกลาง 50 บวกประสบการณ์การทำงานไป 50 จึงสำเร็จในงานนั้น
3.เรียนรู้ได้น้อย 20 บวกประสบการณ์ 80 จึงสำเร็จงานนั้นเช่นกัน

ตัวเลขที่หนักไปทางทิศทางใดเราจะใช้เวลากับสิ่งนั้นเยอะเช่นในกรณีแรก เราจะใช้เวลาในห้องเรียนหรือในมหาวิทยาลัยมากกว่าการทำงานจริง อาจได้เรียนไปถึง ป.โท หรือ ป.เอก เมื่อออกมาทำงานได้ไม่นานก็ประสบความสำเร็จ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขสมมุติเพื่อให้เราได้เห็นภาพเท่านั้น ตัวอย่างเหตุการณ์ทั้ง 3 ที่กล่าวไป คุณอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของตัวเลขเหล่านี้ก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยความสามรถของแต่ละบุคคล




แต่ในชีวิตจริงเราไม่สามารถจำแนกในลักษณะนี้ออกมาเป็นตัวเลขหรือปริมาณที่วัดได้แน่นอนว่า การจะประสบความสำเร็จของเราแต่ละคนจะใช้ปัจจัยแต่ละอย่างไรเท่าไหร่เราไม่มีทางรู้ ว่าคะแนนเต็มของความสำเร็จของแต่ละเรื่องอยู่ที่เท่าไหร่ และจะต้องเรียนรู้อีกแค่ไหน เราได้ลงมือปฏิบัติไปปริมาณเท่าไหร่ หรือหากเราลงมือกระทำไปแล้วเหลืออีกเท่าไหร่จึงจะได้ความสำเร็จมาครอง จึงได้ข้อสรุปของสิ่งที่ต้องทำ นั่นก็คือ เรายังต้องสะสมประสบการณ์ การเรียนรู้ คิดและทำอยู่ตลอด ตราบที่เรายังหายใจโดยไม่ปล่อยให้เวลามาใช้เป็นตัวตัดสินว่าเราจะทำสำเร็จไหม แม้เราใช้เวลาไม่เท่ากับผู้อื่น ในบางครั้งสิ่งที่เราทำอาจใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้สิ่งที่หวัง และในบางครั้งเราอาจใช้เวลานานกว่ากว่าคนอื่นๆ

สิ่งสำคัญ คือ อย่าให้จุดหมายของความสำเร็จมาเร่งเร้าให้เราอยากได้มาอย่างรวดเร็ว จนทำให้เราหาวิธีลัด ทางลัดที่ไม่สมควร หรือทำให้เราต้องเลิกการเดินทางนั้น เพราะคิดว่าตนเองได้ลงมือกระทำมานานแล้วยังไม่ถึงเป้าหมายซักที เราคงไม่มีความสำเร็จในสิ่งที่ทำเป็นแน่ อย่างที่บอกไม่มีใครรู้จุดสิ้นสุดของความสำเร็จของแต่ละเรื่อง และไม่มีทางที่คุณจะรู้ว่าต้องสะสมในเรื่องที่ทำมากเท่าไหร่จึงจะนำไปสู่ความสุขที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ หากเราอยากได้อะไรก็ทำเรื่องนั้นๆ ซ้ำทุกวัน ด้วยความมุ่งมั่น ความพยายาม ความมีวินัย และความอดทน คำว่าอดทนนี้หมายความว่า “อดในสิ่งที่ชอบ ทนในสิ่งที่ชัง” ถ้าคุณไม่มีสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ชังแล้ว คุณจะไม่ต้องใช้ความอดทนอีกต่อไป

แนวคิดที่กล่าวมาน่าจะทำให้คุณมุ่งไปสู่เป้าหมายที่เป็นจุดสูงสุดที่วางไว้ได้ ลองนำไปประยุกต์ใช้ดูแล้วกันนะครับ

ทิ้งท้ายกันซักหน่อย

อยากเป็นจิตรกร แต่เพิ่งเริ่มวาดได้แค่เส้นตรง แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเป็นนักดนตรีที่โด่งดัง แต่เพิ่งเริ่มตั้งสายกีตาร์ แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีฐานะดี แต่เพิ่งเริ่มลงทุน แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากจะมีคู่ที่ดี แต่เพิ่งได้เบอร์โทร แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเรียนเก่ง แต่ไม่ทบทวนไม่เรียนรู้เพิ่ม แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีการงานดี แต่ไม่รับผิดชอบเพิ่ม แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีชีวิตที่ดี แต่ทำเพียงนิดเดียว แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเป็นที่รักใคร่ แต่ไม่เคยรักใคร แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แต่ไม่รับมุมมองใหม่ แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีเงินก้อนโต แต่ไม่ประหยัดตั้งแต่วันนี้ แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่ แต่เพิ่งจะเริ่มทำเท่านั้น แล้วอยากจะสำเร็จ. ....................