งานสร้างสรรค์ งานบันเทิง เช่น นิยาย ภาพยนตร์
ภาพวาด หรือศิลปะประเภทต่างๆ ล้วนมาจากความคิดสร้างสรรค์ อันมีวิธีการหรือรูปแบบของความคิดที่หลากหลาย
ไม่แน่นอนตายตัว เป็นไปตามสภาวะในขณะนั้นของตัวผู้คิดจะเลือกใช้วิธีการไหนให้งานศิลป์เกิดขึ้น
ในบางครั้งผู้คิดเองอาจไม่ได้มานั่งจดจ่อว่าตัวเองจะใช้วิธีการ รูปแบบ แนวคิด การผสมผสานแบบใด
สิ่งที่พวกเขาจดจ่อ คือ การแก้โจทย์ที่ตั้งไว้ หรือ การมุ่งหาแนวทาง
เพื่อนำเสนอแก่สาธารณะชน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคนจะเข้าใจว่าพวกเขาเหล่านั้น
มีความคิดที่เรียกว่า “จินตนาการ” หรือดำเนินอาชีพด้วยการขายจินตนาการสร้างความบันเทิงใจ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวคิด แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ทำธุรกิจส่วนตัวหรือว่าเป็นลูกจ้างดีกว่ากัน
ในครั้งที่เรายังไม่รู้ว่า การอยู่บนโลกนี้ต้องทำกิจกรรมใดเป็นหลัก
เราถูกปลูกฝังให้ร่ำเรียนวิชา เพื่อให้มีความรู้ มีความคิด เมื่อเราเริ่มเข้าใจในมากขึ้นผนวกกับการชี้ทางของผู้ให้โอกาสในการศึกษากับเรา
เราจำต้องเลือกที่จะทำงานในสายอาชีพใดสายอาชีพหนึ่งหรือมากกว่า เพื่อสร้างอนาคตให้กับตัวเอง
และควรจะแบ่งสรรเวลา ตามคำกล่าวที่ว่า ใน 24 ชั่วโมง เราทำงาน 8 ชั่วโมง
มีเวลาให้ครอบครัว 8 ชั่วโมง เวลาพักผ่อน 8 ชั่วโมง แต่ไม่มีชีวิตใครเลยที่สามารถกระทำได้เช่นนั้น
วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556
การเฝ้าดูที่แท้จริง
เราเริ่มต้นคอยเฝ้าดูผู้คนผ่านสัมผัสจากการมองเห็น
รูปลักษณ์ภายนอกอันสวยงามของหญิงสาวแรกรุ่นแห่งการผลิบาน รวมไปถึงชายหนุ่มกำยำที่เร้าร้อน
เราเฝ้าดูความน่ารักอันไร้เดียงสาของสัตว์แรกเกิดและความดุดันที่เปล่งรัศมีแห่งความโหดร้ายจากสัตว์ที่เติบใหญ่อันสามารถพรากชีวิตตามรูปแบบของวัฏจักร อันถูกสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติ
วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
แด่จุดหมาย
ระหว่างเป้าหมายกับผลลัพธ์ของความสำเร็จ จะมีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นเสมอ
เมื่อครั้งเราปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิต เฉกเช่นการมองเป้าที่อยู่นิ่งหรือกำลังเคลื่อนไหว
ขณะที่เราถือปืนอยู่ในมือกำลังเล็งไปที่เป้าหมายผ่านศูนย์เล็งตามหลักการของการยิงเพื่อพิฆาตจุดหมายให้แน่นิ่งสิ้นชีพ
ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เรียกว่า “ความคาดหวัง”
วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะทำ….”
มนุษย์เราเมื่อเจอกับปัญหาโดยส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มแก้ไขด้วยความคิดเห็น
การไตร่ตรองของตัวเองก่อน หากเกิดความไม่แน่ใจ
ลังเลสงสัย ในปัญหา จึงจะถามความคิดเห็นต่อประเด็นที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น
เป็นการหาน้ำหนักมาถ่วงความเห็นที่น่าจะเป็นทางแก้ไขปัญหา ซึ่งแล้วแต่ลักษณะนิสัยของคน ว่าครั้งได้รับความคิดเห็นของผู้อื่นแล้วจะทำอย่างไร
เรื่องของการให้คำแนะนำ การให้คำปรึกษาเป็นเรื่องทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย
เพื่อให้ปัญหาเหล่านั้นลดน้อยลง เราลองมาดูแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน
วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
อำนาจที่ควบคุมทิศทางชีวิต
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลที่สุดบนโลกใบนี้ ซึ่งทุกคนมีสมองซีกที่ทำงานด้านของการวิเคราะห์ แยกแยะ ความเป็นเหตุเป็นผลเหมือนกันหมด การกระทำของแต่ละคนจะมีเหตุผลมารองรับเสมอ และมีสมองอีกซีกหนึ่งที่ทำงานไม่เหมือนกับที่กล่าวไป แรงขับเคลื่อนของมันจะมีกำลังมหาศาลมากกว่าความมีเหตุผลของมนุษย์ บางครั้งจะทำให้เกิดการกระทำแบบสุดโต่งแสดงออกถึงความเป็นตัวตน อาจนำมาสู่การกระทำที่อ่อนโยนเหมือนได้สัมผัสความอ่อนนุ่มของขนสัตว์แรกเกิด
วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
รากฐานของความพิเศษ (ตอนที่ 2)
หากเราสามารถสร้างความพิถีพิถันตั้งแต่รากฐาน
นั่นคือ การคิดไตร่ตรองด้วยความละเอียดถี่ถ้วน มองในมุมมองที่หลากหลาย ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของการคิดวิเคราะห์ต่อเรื่องๆหนึ่ง
เราจะมีความเข้าใจความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ความเป็นสัจธรรมของโลก
เราจะมองที่คุณประโยชน์หรือคุณค่าหลักของแต่ละสิ่งเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก
รากฐานของความพิเศษ (ตอนที่ 1)
เมื่อครั้งเวลาเราได้รับสิ่งของหรือการกระทำ คำพูด จากผู้อื่น เราสามารถรับรู้ได้ถึงความละเอียดลออหรือความหยาบกระด้างของสิ่งที่ถูกประกอบกันขึ้น
เราสามารถรับรู้ว่าสิ่งที่เราได้รับมาจาก ความอดทน ความมุ่งมั่น รู้สึกได้ถึงกาลเวลาที่ยาวนานของการสร้างสรรค์ และรับรู้ได้ถึงความไม่เอาใจใส่
ความมุ่งหมายเพียงแต่ประโยชน์ รวมไปถึงการให้เวลาเพียงน้อยนิดในการทำขึ้นอย่างไร้เยื้อใยของสิ่งนั้น
วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
สัจจะที่แปรเปลี่ยน
เราให้ความสำคัญต่อคำพูดของเราแค่ไหน
เราจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้จนถึงที่สุดหรือไม่
มีหลายครั้งที่เรากระทำตามที่พูดไว้ได้สำเร็จ
แต่ก็มีหลายครั้งเช่นเดียวกันที่เราไม่กระทำตามที่พูดหรือกระทำสิ่งตรงข้ามแทน
เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งที่เรารู้ว่าเรื่องของสัจจะ วาจา
จะสร้างความน่าเชื่อถือในแต่ละบุคคลและสามารถทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวบุคคลนั้นได้เช่นกัน
วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
หลักการชีวิตของคุณเป็นอย่างไร
การค้า ธุรกิจ นำพาความร่ำรวย ความสุขสบายในทางวัตถุมาให้
สามารถตอบสนองความต้องการ ทั้งสิ่งของที่จับต้องได้ และสิ่งที่ไม่คงอยู่เป็นรูปธรรมแน่นิ่ง
ซึ่งสามารถส่งผลกระทบถึงอารมณ์ความรู้สึกต่อความพึงพอใจได้ เช่น การบริการ เป็นต้น
ระบบธุรกิจเข้าไปอยู่ในทุกๆ อณู ทุกๆ ส่วนของกิจกรรมบนโลกใบนี้
ตั้งแต่สถาบันที่ไม่หวังผลประโยชน์
วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
สถานที่ผ่อนคลายที่ดีที่สุด
อย่างที่เคยกล่าวไปในบทความก่อนหน้านี้ว่า
เราใช้เวลามากมายสำหรับการคิดจดจ่อและกระทำสิ่งต่างๆ
เมื่อเรากระทำสิ่งเหล่านั้นมากๆ เข้า ทำให้เกิดการสะสมอารมณ์ที่เป็นความทุกข์
ความเป็นกังวลในสิ่งที่ทำ ต้องการให้สิ่งที่คิดที่ทำออกมาดี เป็นที่ยอมรับจากลูกค้า
นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน ครอบครัวหรือสังคมที่เราอยู่
วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556
มุมหนึ่งที่ต้องเจอ (ตอนที่ 2)
แล้วการรอคอยคืออะไรหละ การรอคอย คือ
สถานการณ์ที่เราเป็นผู้รอรับกับเหตุการณ์บางอย่างให้มากระทำต่อเรา
และเมื่อเหตุการณ์นั้นมาถึงการรอคอยก็จะสิ้นสุดลง ก่อนการรอคอยจะเริ่มขึ้นมีจุดเริ่มมาจาก
ความปรารถนาจะได้บางอย่างด้วยสภาพแวดล้อมที่ยังมาไม่ถึงหรือสถานการณ์จำเป็นที่ไม่อาจหลีกหนีได้กลายมาเป็นจุดหมายที่เราต้องทำ
เช่น อยากจะเห็นพระอาทิตย์ตกดินที่ทะเล กับ เจ้านายสั่งให้ไปพบเจอลูกค้า เป็นต้น
ทำให้ต้องตัดสินใจในทางเลือกของเราว่าจะรอคอยหรือไม่ ในกรณีที่เรามีโอกาสในการตัดสินใจเลือก
สามารถควบคุมการตัดสินใจได้ เราควรพิจารณาผลลัพธ์ของการรอคอยให้ถี่ถ้วน และใช้ความเด็ดขาดและมุมมองในระยะยาวอยู่ร่วมเข้าไปในการตัดสินใจ
รวมไปถึงการยอมรับต่อผลการตัดสินใจของตนเอง
แต่ถ้าอยู่ในกรณีที่เราไม่ได้มีโอกาสในการตัดสินใจอยู่ในสถานะที่ต้องทำ
ก็ควรจะปล่อยความเป็นมาที่นำเราไปสู่ความเป็นไปข้างหน้า
ให้มันเป็นไปอย่างที่มันเป็น
กล่าวง่ายๆ คือ เราจะอยู่ในสถานะเป็นผู้กำหนดการรอคอยขึ้นหรืออยู่ในสถานะที่ไม่ได้เป็นผู้กำหนดการรอคอยขึ้นก็ได้
เช่น เรารอเพื่อนที่กำลังเดินทางมาหาเนื่องจากเพื่อนเป็นคนนัดให้เราไปรอ
หรือในสถานการณ์กลับกันเรารออยู่แต่เราเป็นคนเริ่มนัดว่าจะไปรอ ณ ที่ตรงนั้น
เป็นต้น สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนำมาสู่การรอคอย เราต้องเจอกับการรอคอยอยู่ตลอดเวลาในช่วงชีวิตของเรา
แต่อาจแตกต่างกันไปตาม สภาพแวดล้อม จุดหมาย
สิ่งขัดขวางให้การรอคอยล้มเหลวและระยะเวลาในการรอคอย
การรอคอยมีเรื่องของเวลาและสภาพแวดล้อมมาเป็นปัจจัยให้ถึงจุดสิ้นสุดหรือเป็นปัจจัยให้การรอคอยไปไม่ถึงเป้าหมาย
และยังนำมาใช้กำหนดขอบเขตของการรอคอยอีกด้วย เช่น เรากำหนดว่าจะรอเพื่อน 1 ชั่วโมง
หลังจากนั้นจะกลับบ้านหรือถ้าในระหว่างหนึ่งชั่วโมงที่รออยู่นี้
แม่โทรมาให้กลับไปช่วยธุรกิจที่บ้านก็จะกลับทันที เป็นต้น ในบางครั้งขอบเขตของเวลาการรอคอยอาจยาวนาน
เช่น ในการรอคอยเพื่อให้ ความคิด แนวทางหรือสิ่งของทางกายภาพต่างๆ
ที่เราสร้างสรรค์ให้กับโลกได้รับการตอบรับซึ่งจะมาจากความลงตัวของสภาพล้อมที่สอดรับกับเรื่องที่เราทำ
เช่น แนวคิดปรัชญาในสมัยก่อน ผู้ที่เป็นนักคิด(อริสโตเติลเป็นต้น) ที่คิดแนวทาง
ปรัชญาของมนุษย์ขึ้นมาแต่ไม่ได้ถูกตอบรับจากคนยุคนั้น
เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายมามีบทบาทในสมัยนี้ เป็นพื้นฐานของสาขาวิชา
ถึงแม้แนวคิดที่เป็นตัวจุดเริ่มต้นจะถูกหักล้างด้วยแนวคิดใหม่แต่แนวคิดนั้นก็ยังไม่ได้ตายจากโลกนี้ไป
และด้วยแนวคิดของเขาที่เป็นพื้นฐานทำให้เกิด แนวคิดใหม่ๆที่แตกต่างออกมาให้เราได้ศึกษา
จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของการรอคอยต้องมีสภาพแวดล้อมที่สอดรับซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะเห็นผล
เมื่อการรอคอยได้เริ่มต้นขึ้น
แน่นอนว่าถ้าหากเรายังไม่เข้าใจสัจธรรมของการรอคอย จะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น อันมาจากแนวคิดที่มีมุมองเพียงมุมเดียว คือ
เราจะมองไปที่ผลลัพธ์ของการรอคอยและคาดหวังว่าจะต้องสมหวังกับผลลัพธ์นี้เท่านั้น
ทำให้เกิดอาการต่างๆ รวมไปถึงความรู้สึกที่อยู่ภายใน เช่น ความกังวล เป็นต้น ถ้าเราทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ของความเป็นจริงในการรอคอยอย่างการมองไปที่ผลลัพธ์
ว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีอยู่ 2 ทาง คือ ทางที่สมหวังนำมาสู่ความสำเร็จ ความสะใจ
ความภาคภูมิใจ กับทางที่ผิดหวังดึงเราไปสู่ความท้อถอย ความเหน็ดเหนื่อย
ความเบื่อหน่าย เราต้องรับความเป็นจริงข้อนี้ แน่นอนว่าทุกคนชอบความสมหวังมากกว่าความผิดหวัง แต่ด้านความผิดหวังนี้ได้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี
สร้างความเข้าใจในความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงและสิ่งที่เราไม่มีทางรู้คือ เราไม่สามารถรู้อนาคต
ไม่รู้หรอกว่าเมื่อไปถึงจุดสิ้นสุดของการรอคอยแล้ว จะเกิดผลดีหรือร้ายอันใด เมื่อเป็นเช่นนั้นเราควรหรือไม่ที่จะเป็นผู้ผิดหวังที่ไม่ยอมรับความจริงแล้วทำบางอย่างออกไป
ซึ่งผู้ผิดหวังจากการรอคอยจะทำให้ตัวเองไม่ตกอยู่ในสภาวะนั้น ทำทุกอย่างเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น เช่น คนที่เกลียดการรอคอย ผิดหวังจากการรอคอย หากนัดพบเจอกับเพื่อนจะนัดให้เพื่อนออกมาก่อนเวลาเพื่อมารอตนเอง คือ ให้เพื่อนถึงก่อน พอตนเองไปถึงก็ไม่ต้องรอ หรือ โกหกว่าตนเองถึงแล้วขณะเดินทางยังไม่ถึงเพื่อให้อีกฝ่ายเร่งรีบมารอตนเองให้ได้ เป็นต้น เห็นได้ว่าการไม่ยอมรับความจริงนำไปสู่หนทางของความเลวร้ายได้
ซึ่งผู้ผิดหวังจากการรอคอยจะทำให้ตัวเองไม่ตกอยู่ในสภาวะนั้น ทำทุกอย่างเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น เช่น คนที่เกลียดการรอคอย ผิดหวังจากการรอคอย หากนัดพบเจอกับเพื่อนจะนัดให้เพื่อนออกมาก่อนเวลาเพื่อมารอตนเอง คือ ให้เพื่อนถึงก่อน พอตนเองไปถึงก็ไม่ต้องรอ หรือ โกหกว่าตนเองถึงแล้วขณะเดินทางยังไม่ถึงเพื่อให้อีกฝ่ายเร่งรีบมารอตนเองให้ได้ เป็นต้น เห็นได้ว่าการไม่ยอมรับความจริงนำไปสู่หนทางของความเลวร้ายได้
ในขณะที่เรากำลังดำเนินอยู่กับการรอคอยไม่ว่าจะมีอุปสรรค
มีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงใดๆ ทำให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคนั้นแล้วยังคงอยู่ในเป้าหมายเดิม
หรือ ต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้งว่ายังคงจะรอคอยต่อไปหรือไม่
เราอาจเกิดคำถามว่าเราจะอยู่ในทิศทางใดเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนาเราจะเลือกไปให้ถึงเร็วที่สุดหรือไปอย่างช้าๆ
แต่มีสองสิ่งที่เป็นความจริงและอยู่คู่กับเรื่องการรอคอยเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงมือกระทำ
คือ “การสร้างสรรค์ใช้เวลานานกว่าการทำลายล้าง
และการทำชั่วสามารถกระทำได้ง่ายกว่าการทำความดี” เช่น
การเลี้ยงมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมานั้นแสนยากลำบาก
กว่ามนุษย์คนหนึ่งจะเข้าใจโลก มีความรู้ ความคิด
สามารถดูแลตัวเองและตั้งอยู่ในความดี มีความเสียสละ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้
แต่การฆ่าไม่ว่าจะด้วยอาวุธหรือเทคนิคต่างๆ นั้นกลับง่ายดาย
แค่เสี้ยววินาทีเดียวที่กระพริบตา ชีวิตก็ดับหายมลายไปจากโลกนี้ไป เราจะเลือกอยู่ในทิศทางของการรอคอยในแบบการสร้างสรรค์และการทำความดีถึงแม้จะใช้เวลาที่ยาวนานกว่าแต่เรายังมีสติของผู้ที่เป็นมนุษย์
หรือ เลือกทำตามทิศทางที่ง่ายกว่า
ใช้เวลาน้อยกว่าแต่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณวิ่งตามตัณหาอย่างไม่มีสิ้นสุด...........
วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556
มุมหนึ่งที่ต้องเจอ (ตอนที่ 1)
ถ้าคุณมีจุดหมายที่จะไปให้ถึงแต่อยู่ในสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึก
กระวนกระวาย ร้อนลุ่ม อยู่นิ่งกับที่ไม่ได้จนต้องแสดงอากัปกริยาทางกาย
ทั้งจิ้ปาก ทำคิ้วชน หายใจรุนแรง นั่งเขย่าเท้า ใช้มือกระทบสิ่งของหรือร่างกายด้วยจังหวะที่เร็วกว่าเพลงแดนซ์
เกร็งตามอวัยวะ ถอนหายใจดังๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมือนกับอยู่ในโพรงใต้ดินที่มืดสนิทขยับตัวไม่ได้
ไม่สบอารมณ์กับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาทางสัมผัส กระสับกระส่าย อึดอัดใจ
คุณกำลังลุ้น จดจ่อ วกวนกับเรื่องนี้อย่างไม่หยุดหย่อน
หากอยู่ร่วมกับใครในสถานการณ์นี้คุณอาจจะพูดไม่หยุดเพื่อลดความตรึงเครียด
เบี่ยงความสนใจของตัวเอง หรือ คุณอาจไม่พูดถ้อยคำใดๆกับคนที่อยู่ใกล้ตัวคุณเลย
คุณปล่อยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นทับถมอยู่ภายในจนสูงดั่งตึกระฟ้า หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เรียกว่าคุณอยู่ในสภาวการณ์ของ
“การรอคอย”
สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นการรอคอยในแบบระยะสั้น
ใช้เวลาไม่นานการรอคอยก็จะจบลง เช่น เป็นสถานการณ์ของการนัดพบเพื่อเจรจาทางธุรกิจแต่เจอกับปัญหารถติด
เป็นต้น แต่ผลที่ตามมาของเรื่องในลักษณะนี้มันอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตได้
อาจทำให้เราตกงานหรือขาดรายได้ ทำให้เราผิดคำพูดคำสัญญาที่ให้ไว้
กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีระเบียบวินัย นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการรอคอยอีกอย่างหนึ่ง คือ
การรอคอยในระยะยาว เช่น การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ให้กับโลก ณ วันแรกที่มันออกมา
คงเป็นไปได้ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจถึงการใช้ ความซับซ้อน คุณประโยชน์ต่างๆ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนเริ่มเรียนรู้และเข้าใจมัน เป็นต้น
ไม่ว่าการรอคอยจะอยู่รูปแบบไหนเราจะต้องเจอมันอยู่เสมอ ถ้าเช่นนั้นเราลองมาหาความเป็นจริงหรือสัจธรรมของการรอคอยว่ามีลักษณะอย่างไร
เพื่อให้เราเป็นผู้มีความเข้าใจการรอคอยอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดมุมมองเพียงด้านเดียว
เช่น คุณอาจจะคิดว่าเวลาของเรามีค่ามาก
เราต้องใช้ทุกวินาทีของช่วงชีวิตนี้ให้คุ้มที่สุด
แนวคิดแบบนี้ทำให้คุณกลายเป็นคนรีบเร่ง ร้อนรนตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร
ถ้าการรอคอยนี้ไม่สมหวัง เราจะยิ่งคิดเสียดายกับเวลาที่เสียไป
จะเกิดความคิดที่ว่า “อุตสาห์รอแต่ผลลัพธ์กลับแย่ รู้อย่างนี้ไม่รอดีกว่า”
ดังนั้นเราลองมาทำความเข้าใจเรื่องสัจธรรมของการรอคอยนี้เพื่อไม่ให้การรอคอยกลายเป็นเรื่องอมทุกข์ส่งผลต่อจิตใจของเรา เพื่อให้เรื่องที่ทำให้เราเป็นทุกข์น้อยลงไปอีกเรื่องหนึ่ง
วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ทำไมเราถึงไม่ได้รับการยอมรับ
มนุษย์เราทุกคนต้องการการยอมรับ จากการอยู่ร่วมกับผู้อื่น จากการอยู่กันเป็นสังคมมนุษย์ ในทุกๆ
มุมมอง ทุกๆเรื่องราวของการแสดงความคิดเห็น การกระทำ บุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ วิถีชีวิต แนวคิด ปรัชญาการดำเนินชีวิต ศาสนา การงาน อาชีพ การศึกษา การอยู่ร่วมกันของครอบครัว การได้รับความนับถือในสังคมที่ตนอยู่ ในสิ่งที่เป็นนามธรรมและสิ่งที่เป็นรูปธรรมของแต่ละคน
ทุกคนมีทิศทาง มีเป้าหมายของตนเองที่จะนำไปสู่การได้รับการยอมรับ
แต่ละคนมีวิธีการในการสร้างการยอมรับที่แตกต่างกัน ตามความถนัด ตามนิสัย
ตามความเข้าใจ ตามประสบการณ์ความรู้ที่ได้รับ ตามสภาพแวดล้อมของสังคมที่ตนอยู่
นำมาซึ่งการแสดงออกทางการกระทำ บุคลิกภาพภายนอก การแต่งตัว การใช้สิ่งของวัตถุต่างๆ
ตั้งแต่ของพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตไปถึงสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจเฉพาะของแต่ละคน
ทำให้เกิดกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม เพื่อความต้องการความแตกต่าง
ต้องการให้ตนมีอัตลักษณ์เฉพาะ ผู้คนส่วนใหญ่วิ่งเข้าหากระแส โอบอุ้ม
ตอบรับมันอย่างรวดเร็ว แม้กระแสจะทำให้เกิดความเหมือนคล้ายกันของบุคคล
ตัวอย่างเช่น ผู้คนมากมายต้องมีสิ่งของกายภาพที่มีรูปทรงเลขาคณิตเหมือนกันต่างกันแค่เพียงชื่อที่เป็นสิ่งสมมุติเท่านั้น เป็นต้น แต่ทิศทางของผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกระแสความนิยมของแต่ละเรื่องราว เช่น แนวเพลงที่ฟัง แนวหนังที่ดู สไตล์การแต่งตัว ที่อยู่ในกระแสความฮิตในขณะนั้น ทำให้ลักษณะภายนอกต่างๆ ที่เป็นเหมือนเครื่องสะท้อนออกมา กลายเป็นสิ่งของทางกายภาพ เป็นภาพลักษณ์ให้กับคนแต่ละคน รวมไปถึงการแสดงออกของสิ่งที่เป็นนามธรรม ด้วยแนวทางความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจต่อเรื่องราวต่างๆ ในมุมมองที่ตนได้เรียนรู้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความต้องการ "การได้รับการยอมรับ"
ตัวอย่างเช่น ผู้คนมากมายต้องมีสิ่งของกายภาพที่มีรูปทรงเลขาคณิตเหมือนกันต่างกันแค่เพียงชื่อที่เป็นสิ่งสมมุติเท่านั้น เป็นต้น แต่ทิศทางของผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกระแสความนิยมของแต่ละเรื่องราว เช่น แนวเพลงที่ฟัง แนวหนังที่ดู สไตล์การแต่งตัว ที่อยู่ในกระแสความฮิตในขณะนั้น ทำให้ลักษณะภายนอกต่างๆ ที่เป็นเหมือนเครื่องสะท้อนออกมา กลายเป็นสิ่งของทางกายภาพ เป็นภาพลักษณ์ให้กับคนแต่ละคน รวมไปถึงการแสดงออกของสิ่งที่เป็นนามธรรม ด้วยแนวทางความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจต่อเรื่องราวต่างๆ ในมุมมองที่ตนได้เรียนรู้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความต้องการ "การได้รับการยอมรับ"
การสร้างการยอมรับไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ มันมีอุปสรรคในการกระทำ ในทุกอย่างที่คิด
ในทุกอย่างที่แสดงออกเพื่อให้ได้รับการยอม การยอมรับมีปัจจัยหนึ่งที่มาขับเคลื่อนอยู่ คือ
เทคโนโลยี เทคโนโลยีเป็นตัวเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคม เปลี่ยนคุณค่าบางสิ่งบางอย่างของสังคม แบบค่อยเป็นค่อยไปอยู่ตลอดเวลา เช่น
ในยุคสมัยปัจจุบันเมื่อทุกคนมีพื้นที่สื่อ (สังคมออนไลน์)
ทำให้การยอมรับของสินค้าที่นำมาขาย เป็นสิ่งที่ยากขึ้นกว่าในอดีต
ผู้บริโภครับฟังความเห็นด้วยกันมากกว่าโฆษณา เป็นต้น ตัวอย่างที่ยกให้เห็นเป็นการเปลี่ยนมาตรฐานการยอมรับจากเดิมที่เคยมีอยู่
ถึงแม้ครั้งหนึ่งจะเคยเป็นที่ยอมรับของสังคม การยอมรับในแบบเก่าๆ จะค่อยๆ
เลือนหายไปกับกาลเวลา
ที่กล่าวมาข้างต้นพูดถึงเรื่องการสร้าง
การทำความเข้าใจกับเรื่องการยอมรับ เราลองมาดูในมุมของการให้การยอมรับกันบ้าง
"เราให้การยอมรับ" กับเรื่องราว แนวคิด การกระทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งด้วยอะไร
มีหลักเกณฑ์แนวคิดใดที่เราจะให้การยอมรับเขาเหล่านั้น ลองมาดูตัวอย่างกัน
สมมุติว่าถ้าเราเป็นอาจารย์สอนหนังสือวิชาความรู้หนึ่ง เราจะให้การยอมรับกับผู้ที่เข้ามารับการสอน ให้คำชมเชยหรือคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่นั้น การให้การยอมรับจะมาจากการที่บุคคลนั้นได้ทำตามกฎเกณฑ์แนวทางในการศึกษาที่เราได้วางไว้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานของสถานศึกษานั้นๆ
สมมุติว่าถ้าเราเป็นอาจารย์สอนหนังสือวิชาความรู้หนึ่ง เราจะให้การยอมรับกับผู้ที่เข้ามารับการสอน ให้คำชมเชยหรือคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่นั้น การให้การยอมรับจะมาจากการที่บุคคลนั้นได้ทำตามกฎเกณฑ์แนวทางในการศึกษาที่เราได้วางไว้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานของสถานศึกษานั้นๆ
แต่ถามว่า
วิธีการสอนการให้คะแนนของเราต่างกับวิธีการของอาจารย์ที่อยู่ในสถานศึกษาท่านอื่นที่สอนวิชาเดียวกันหรือไม่
ถึงแม้จะมีแนวทางที่ใกล้เคียงจากการกำหนดมาตรฐานจากกระทรวงการศึกษา
แต่การยอบรับของเราต่อเด็กที่เรียนที่อื่นกับเด็กที่เราสอนนั้นก็จะแตกต่างกันอยู่ดี
และการให้การยอมรับมันมีเรื่องของจิตใจอีกด้วย เพราะหากการกระทำ
การแสดงออกถึงความคิด กริยาท่าทางภายนอก ฯลฯ ที่ตรงใจ ตรงกับความรู้ประสบการณ์ ความเข้าใจ
ความเชื่อ ของเรา ว่าผู้ศึกษาที่ดีควรจะมีลักษณะอย่างไร
หากผู้ศึกษาคนใดคนหนึ่งมีลักษณะเป็นอย่างนั้นเราจะให้การยอมรับในแบบที่พิเศษกว่า
มาตรฐาน กฎเกณฑ์ของการยอมรับไม่ได้มีความเท่าเทียมกัน
จะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล แต่ละสังคม แต่ละชาติ แตกต่างกันไปตามหัวข้อมุมมองต่างๆ
ที่นำมาจำแนกความแตกต่างของมนุษย์ เรื่องของการยอมรับนั้นจะต้องเกิดจากทั้งสองฝั่ง
คือ ฝั่งที่สร้างการยอมรับ และฝั่งที่ให้การยอมรับ
ถ้าคนสร้างทำทุกอย่างอย่างสุดความสามารถ ใส่ความพยายามอย่างเต็มที่ ถ้าสิ่งที่ทำ สิ่งคิดหรือแสดงออกมามันไม่ตรงใจ
ไม่ตรงมาตรฐานของอีกฝั่งที่ให้การยอมรับ การยอมรับนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น และการที่เราให้การยอมรับต่อใครคนหนึ่งไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นจะยอมรับเราและยอมรับในสิ่งที่เราทำหรือสิ่งที่เราคิด
ดังนั้นเราน่าจะลองมาช่างน้ำหนักว่าเราจะให้น้ำหนักต่อเรื่องการยอมรับมากน้อยแค่ไหน มีความจำเป็นหรือไม่ในเรื่องของความต้องการการยอมรับและการสร้างการยอมรับ เพื่อทำให้เราตัวเราได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น เราควรจะให้น้ำหนักแก่เรื่องนี้เท่าใดจึงจะอยู่ในจุดที่เรามีความสุข....
วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556
เข้าใจเป้าหมายเข้าใจชีวิต (2)
ตอน เป้าหมายที่เหมือนคล้ายในความต่าง
การทำตามเป้าหมายนั้น ในบางครั้งเราจำเป็นต้องเล่นไปตามเกม
เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น
ถ้าเราเป็นผู้ชายมีเป้าหมายต้องการที่จะหาคู่ครองเพศตรงข้าม เราต้องคอยตามใจ
เสียสละเวลา ลดความเป็นตัวเอง ปรับตัวเข้าหา นำเสนอสิ่งพิเศษ
ทำทุกอย่างให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกดี เพื่อหวังว่าจะได้เธอคนนั้นมาเป็นคู่ครองชีวิต
ถามว่าจริงๆแล้วเราทำสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ถึงเป้าหมายหรือเราทำสิ่งที่อยากทำกันแน่
นำมาสู่คำถามที่ว่า เป้าหมายที่เราทำเป็น เป้าหมายที่ต้องทำ หรือเป็น เป้าหมายที่เราอยากทำ?
และเหตุใดเล่าเป้าหมายของเราจึงเหมือนกับเป้าหมายของคนอื่นๆ
แม้จะอยู่กันคนละมุมโลก
เป้าหมายที่เราต้องทำ และ เป้าหมายที่เราอยากทำ เราควรทำตามเป้าหมายใดกันแน่
ทั้งสองเป้าหมายล้วนเกิดขึ้นกับเราทุกคน อันแรกเป็น เป้าหมายที่เราต้องทำ
เราต้องทำเพราะธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต
เพื่อตอบสนองการคงอยู่ของร่างกาย เราจำเป็นต้องทำตามเป้าหมายพื้นฐานของปัจจัยสี่
นำมาสู่การตั้งเป้าหมายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คือ
หาทรัพย์สมบัติที่ตอบสนองปัจจัยพื้นฐานเหล่านั้น เพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนในยุคนี้
ถ้าหากเราไม่ใช้เวลาของเราหาเงินทองมาแลกเปลี่ยนเราก็จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งหมดตอบสนองปัจจัยพื้นฐานนั้นด้วยตัวเอง
เมื่อเราทำตามเป้าหมายของสิ่งที่ต้องทำแล้วการตั้ง
เป้าหมายที่เราอยากทำ จึงเกิดขึ้น ซึ่งมาจากความไม่พอใจในเป้าหมายของสิ่งที่ต้องทำ
มาจากความต้องการความแตกต่าง ความโดดเด่น ต้องการมีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล เมื่อทำตามเป้าหมายของสิ่งที่อยากทำจนมากเกินไปจนเกิดความ
“พยายามแตกต่างในความเหมือนและพยายามเหมือนในความแตกต่าง” สุดท้ายแล้ว เป้าหมายที่เราอยากทำ เป็นเพียงเป้าหมายที่ตอบสนองความเป็นตัวตนเท่านั้น
คำถามที่ว่า เหตุใดจึงมีความเหมือนกันของเป้าหมาย
ของเพื่อนมนุษย์ในสังคมเราหรือเพื่อนมนุษย์ในสังคมอื่นๆ ถึงแม้บุคลิกลักษณะภายนอกของมนุษย์จะมีความแตกต่างกันออกไป
ทำอะไรต่างกัน อาจจะมีแนวคิดที่ต่างกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน
ลึกลงไปในทุกๆความต่าง เช่น ครอบครัว เพื่อน พี่น้อง พ่อแม่ ครูอาจารย์ อาชีพ
การศึกษา วิถีชีวิต จนถึงอัตลักษณ์ของคนแต่ละคน แต่ไม่ว่าเราจะสร้างความแตกต่างในรูปแบบไหนๆ
เพื่อที่จะให้มนุษย์คนหนึ่งต่างกับอีกคนหนึ่ง ก็ยังมีความเหมือนคล้ายกันอันเนื่องมาจากเป้าหมายอยู่ดี
เช่น เป้าหมายชีวิต เป้าหมายการศึกษา เป้าหมายครอบครัว เป้าหมายของสังคม
เป้าหมายของประเทศชาติ
เราต้องคอยตอบสนองความต้องการของร่างกายที่เราไม่อาจควบคุมได้เป็นพื้นฐานก่อนที่จะนำไปสู่เป้าหมายอื่นๆ ซึ่งหากมองตามทฤษฎีมาสโลว์ที่กล่าวถึงลำดับความต้องการของมนุษย์ ว่าจะต้องเริ่มการตอบสนองทางกายก่อน จึงนำมาสู่การตอบสนองความต้องการอื่นๆ จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถที่จะข้ามขั้นลำดับความต้องการได้ ถ้าวันหนึ่งที่คุณลืมตาขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวคุณเองเปลือยล่อนจ้อนอยู่บนถนนสิ่งแรกที่คุณคิดคืออะไร ใช่การหาปัจจัยสี่ให้กับตัวเองหรือไม่ ในเมื่อธรรมชาติทำให้เราต้องทำสิ่งพื้นฐาน ไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องทำเป้าหมายพื้นฐานก่อน นั่นทำให้เกิดความเหมือนกันของเป้าหมาย เพราะเรามีพื้นฐานของธรรมชาติเดียวกัน อยู่ในสัจธรรมเดียวกัน เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสัจธรรมที่คงอยู่ตลอดกาลเวลาได้ ซึ่งสิ่งที่เราทำ คือ เราไม่ได้ยอมรับความจริงของมัน พยายามยืดเวลา หลบเลี่ยง บ่ายหน้าหนี เมื่อสิ่งนี้เป็นรากฐานแม้เป้าหมายจะมีความทับซ้อนมากเท่าไหร่ มีรูปแบบการเชื่อมโยงอย่างไร ผลสรุปออกมาเป็นภาพใหญ่ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ต่างกันเพียงความต้องการที่มากกว่าหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น
เราต้องคอยตอบสนองความต้องการของร่างกายที่เราไม่อาจควบคุมได้เป็นพื้นฐานก่อนที่จะนำไปสู่เป้าหมายอื่นๆ ซึ่งหากมองตามทฤษฎีมาสโลว์ที่กล่าวถึงลำดับความต้องการของมนุษย์ ว่าจะต้องเริ่มการตอบสนองทางกายก่อน จึงนำมาสู่การตอบสนองความต้องการอื่นๆ จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถที่จะข้ามขั้นลำดับความต้องการได้ ถ้าวันหนึ่งที่คุณลืมตาขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวคุณเองเปลือยล่อนจ้อนอยู่บนถนนสิ่งแรกที่คุณคิดคืออะไร ใช่การหาปัจจัยสี่ให้กับตัวเองหรือไม่ ในเมื่อธรรมชาติทำให้เราต้องทำสิ่งพื้นฐาน ไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องทำเป้าหมายพื้นฐานก่อน นั่นทำให้เกิดความเหมือนกันของเป้าหมาย เพราะเรามีพื้นฐานของธรรมชาติเดียวกัน อยู่ในสัจธรรมเดียวกัน เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสัจธรรมที่คงอยู่ตลอดกาลเวลาได้ ซึ่งสิ่งที่เราทำ คือ เราไม่ได้ยอมรับความจริงของมัน พยายามยืดเวลา หลบเลี่ยง บ่ายหน้าหนี เมื่อสิ่งนี้เป็นรากฐานแม้เป้าหมายจะมีความทับซ้อนมากเท่าไหร่ มีรูปแบบการเชื่อมโยงอย่างไร ผลสรุปออกมาเป็นภาพใหญ่ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ต่างกันเพียงความต้องการที่มากกว่าหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น
สุดท้ายสิ่งที่เรากระทำยังวนเวียนอยู่ในเรื่องเหล่านี้
เราสามารถที่จะเลือกอยู่ในวังวนที่มีความเหมือนคล้ายกันจนไม่อาจหลีกหนีแม้จะ“พยายามแตกต่างในความเหมือนและพยายามเหมือนในความแตกต่าง”
หรือเราจะเลือกที่จะทำสิ่งที่แตกต่างอย่างแท้จริงโดยการหลุดออกจากวังวนนี้ไปโดยไม่หวนกลับเข้ามาอีกตลอดกาล
วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556
เข้าใจเป้าหมายเข้าใจชีวิต (1)
ตอน ภาพใหญ่ของเป้าหมาย
เมื่อเราจะลงมือกระทำสิ่งใดบนโลกนี้
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในหัวของเรา คือ
เราจะมีจุดหมายที่ต้องการให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นตามความต้องการที่ต่อเนื่องจากความรู้สึก
นำมาสู่การคิดวางแผนและความคิดสนับสนุนต่างๆ จนกระทั่งผลักดันให้ทำสิ่งนั้นขึ้น
จุดหมายที่เกิดขึ้นบางครั้งต้องใช้เวลายาวในการกระทำกว่าจะสำเร็จได้
บางจุดหมายอาจใช้เวลาเพียงไม่นานก็บรรลุถึงสิ่งที่ตั้งหวัง
จุดเริ่มต้นของเป้าหมายมาจากอะไร
มีองค์ประกอบใดจึงเกิดเป้าหมายขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความรู้ของเรา ถ้าเรามีความรู้ในเรื่องใด
เราก็สามารถที่จะวางเป้าหมายในเรื่องนั้น ตั้งแต่ความรู้ที่สลับซับซ้อนในแต่ละสาขาวิชาชีพ
ไปจนถึงความรู้พื้นฐานอย่างเช่น การกินดื่ม เมื่อเรารู้สึกถึงความหิวกระหาย เราจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้หายจากอาการนั้น
เริ่มแรกเราอาจแค่หาสิ่งมีชีวิตมาใส่ปาก
ต่อมาเมื่อเรามีความรู้มากขึ้นเราเริ่มใช้ความร้อนในการทำอาหาร รวมไปถึงเริ่มปรุงรสชาติ
ตกแต่งหน้าตาอาหาร กลายมาเป็นรูปแบบของอาหารที่แตกต่างกันไป
นั่นก็มาจากความรู้เช่นเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งของเป้าหมายมาจากความต้องการของแต่ละคนบุคคล
องค์ประกอบของเป้าหมายที่สำคัญอย่างหนึ่ง
คือ อุปสรรค ซึ่งจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในการก้าวไปสู่เป้าหมาย
อุปสรรคขัดขวางที่เจ็บปวดที่สุดจะนำพาการจดจำอันลึกซึ้ง จะนำมาซึ่ง ความพยายาม
ความมุ่งมั่น ความมีวินัย ความอดทน ความกล้าที่จะทำในสิ่งใหม่ หากเราก้าวเข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างง่ายดาย
ความรู้สึกถึงความภาคภูมิใจจากความสำเร็จจะเป็นส่วนที่เราไม่ได้จดจำมันมากมายนัก อาจไม่รู้สึกถึงความสำเร็จใดๆ
แม้จะเราเลยจุดที่จะมานั่งวางเป้าหมายและความสำคัญของการกินไปแล้ว แต่จริงๆเรายังทำอยู่โดยไม่รู้ตัว เรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายขนาดเล็ก
เรามุ่งให้ความสำคัญกับเป้าหมายที่มีคุณค่าที่จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราลงมือกระทำ
เป้าหมายที่ดูมีคุณค่า ยิ่งใหญ่ เกิดขึ้นมาจากการรวมตัวกันของเป้าหมายขนาดเล็กหรือเป้าหมายที่ดูไม่น่าให้ความสำคัญจะรวมกันกลายเป็นกลุ่มก้อนของเป้าหมาย
“ในเป้าหมายมีเป้าหมายทับซ้อนอยู่”
ซึ่งถ้าเราลองแยกความทับซ้อนนั้นออกเราจะเห็นอะไรในเป้าหมายหนึ่งๆบ้าง
ถ้าเช่นนั้นเราลองมาแยกเป้าหมายจากตัวอย่างต่อไปนี้กัน เป้าหมายของความสำเร็จในด้านของการทำงาน
เริ่มจากเป้าหมายของการทำงานเพื่อทรัพย์สมบัติหรือตามความต้องการของตน นำไปสู่เป้าหมายของการเลือกงานหรือเป้าหมายของอาชีพ
เป้าหมายอาชีพนำไปสู่การเลือกเป็นพนักงานบริษัทหรือการเป็นเจ้าของกิจการ
กลายเป็นต้องมีเป้าหมายของการศึกษาที่ส่งเสริมเป้าหมายอาชีพ สมมุติว่าถ้าหากเราเลือกเป็นลูกจ้างเมื่อเข้าไปอยู่ในบริษัทก็จะพบกับเป้าหมายสูงสุดของบริษัทและนำมาสู่การวางเป้าหมายในแต่ละจุดของงาน
เป้าหมายของแต่ละจุดของงานนำมาสู่เป้าหมายของทีม
เป้าหมายของทีมนำมาสู่เป้าหมายของแต่ละคน
เป้าหมายของแต่ละคนเชื่อมต่อไปยังเป้าหมายต่างๆ อีกมากมาย ซึ่ง “ในเป้าหมายที่มีเป้าหมายทับซ้อน” อยู่นั้น
จะมีทั้งเป้าหมายที่มีรูปแบบของการแตกแขนงเป็นแนวนอน และแนวตั้ง บ้างแตกแขนงอย่างไร้ทิศทาง
ถ้าเราพลาดเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งที่มีส่วนในเป้าหมายที่เราให้ความสำคัญไป
เราก็จะผิดพลาดล้มเหลวไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น
ดังนั้นการวางเป้าหมายที่เป็นภาพใหญ่หรือเป้าที่ยิ่งใหญ่ที่เราเห็นว่ามีคุณค่าแก่การกระทำ
ในแต่ละส่วนของเป้าหมายควรมีความสอดคล้องส่งเสริมกัน หากเป้าหมายใหญ่อยู่ในทิศเหนือ
ถ้าเราทำเป้าหมายย่อยไปในทิศใต้ เห็นทีการเดินทางไปถึงเป้าหมายคงจะเป็นไปได้ยาก
วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ว่าด้วยเรื่องเหตุผล (ตอนที่ 2)
ถ้าเราไม่มีหลักการของเหตุผลเราจะอยู่บนโลกนี้อย่างไร
ถ้าเราเกิดมาไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ
จะเกิดประโยชน์ในการที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆไหม
เราทุกคนเคยมีช่วงเวลาของการไร้เหตุผลอยู่เหมือนกัน
ในช่วงที่เรายังเป็นเด็ก เราไม่ได้ใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิต
เราใช้ความรู้สึกที่รับรู้ได้ผ่านสัมผัสทั้งหมดดำเนินชีวิตไป
เราไม่ได้มานั่งหาเหตุผลของเรื่องราวใดๆ บนโลกบนนี้ หากคุณนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร
ลองมองเด็กๆแถวบ้านคุณดูสิ เด็กที่ไม่ได้แก่แดดมาจากการดูโทรทัศน์หรือทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ผลักดันให้ทำเพื่อเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ
เด็กๆเหล่านั้นจะมีความสุข สนุก ชอบที่จะเล่น
กระโดดโลดเต้นไปกับการใช้ชีวิตอยู่บนโลก
ท่าทางในการเดินจะไม่เดินแบบผู้ใหญ่ที่คิดว่าการเดินเต็มสองเท้าเป็นสิ่งที่ควรทำ
จะกระโดด ไปมา บ้างวิ่ง ลอยอยู่บนอากาศเสมือนโลกนี้ไร้ซึ่งแรงดึงดูด
เหมือนกับว่าตัวของพวกเขาไร้น้ำหนัก พวกเขาพร้อมที่จะรับเพื่อนใหม่อยู่เสมอ
ไม่กีดกันด้วยความเป็นชายหญิง ไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ จะมาหยุดความสนุกของพวกเขาได้
นอกจากความเป็นเหตุผลของผู้ใหญ่ที่นำใส่เข้าไปในหัวเด็ก
บอกว่าให้ทำกริยาการเดินให้ดีบ้างให้ทำเหมือนคนปกติบ้าง เล่นให้น้อยลงบ้าง ฯลฯ
สารพัดจะใส่ลงไปเท่าที่ความเป็นเหตุผลของผู้ใหญ่เหล่านั้นมี หากเราใช้ชีวิตแบบเด็กๆ
นั่นอาจจะนำพามาซึ่งความไม่ขัดแย้ง
ความไม่ถือตน ความไม่ให้ท้ายตัวเอง
และทำให้เรามีความสุขได้เช่นเดียวกับหาความสอดคล้องของเหตุผลเรื่องหนึ่งๆเพื่อที่จะเชื่อบางสิ่งบางอย่างก่อนลงมือทำอะไร
ก่อนที่เราจะมานั่งคิดหาความจริงของเรื่องหนึ่งๆ
เพื่อที่เราจะเชื่อต่อแนวคิวหรือความเชื่อใด ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งใดเชื่อได้หรือไม่ได้
เป็นจริงหรือไม่จริงนั้น อันดับแรกที่ควรพิจารณา คือ มันประโยชน์ที่แท้จริงมากน้อยแค่ไหน
ถ้าไม่ได้มีประโยชน์อันใดในการหาข้อเท็จจริง เราก็ควรจะเลิกที่จะหาข้อเท็จจริงเหล่านั้น
เช่น ถ้ามีคนมาเล่าให้ฟังว่าเฒ่าแก่ที่เปิดร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างอยู่ปากซอยบ้านมีเมียอยู่หลายจังหวัด
ถ้าหากเราเป็นคนที่สนิทชิดเชื้อกับเฒ่าแก่คนนั้นแน่นอนว่าเราอาจจะไม่เชื่อในทันทีทันใดที่รับฟัง
แต่ถามว่า จริงๆ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรในการหาข้อเท็จจริงนั้น มันเป็นเพียงหัวข้อหรือประเด็นที่นำมาคุยในยามว่างเท่านั้นเอง
ไม่ได้มีสาระอันใดเลย เพราะในโลกที่เราอยู่มีเรื่องราว แนวคิด ความเชื่อ
มากมายมหาศาล หากจะนำมานับเป็นของกายภาพ เห็นทีพื้นที่บนโลกนี้จะไม่พอเพียงต่อการวางสิ่งเหล่านั้น
หากเรามานั่งคิดทุกเรื่องว่า เรื่องใดเป็นจริง เรื่องใดเป็นเท็จ
เรื่องใดควรจะเชื่อ เรื่องใดไม่ควรเชื่อ
เราคงต้องใช้เวลาจนหมดช่วงสุดท้ายของลมหายใจเพื่อหาคำตอบของเรื่องราวทั้งหมดนั่น
เมื่อความเชื่อที่มาจากการไตร่ตรอง หาความเชื่อโยงที่สอดคล้องกัน
ที่นำพาไปสู่การกระทำ เนื่องจากเห็นว่าความเชื่อนั้นถูกต้องแล้ว
ถ้าหากสิ่งที่เราเชื่อมันผิดหละ ซึ่งความเป็นจริงแล้วเราไม่รู้ว่า
ความเชื่อใดถูกหรือผิดอย่างแท้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์
ไม่หลักเกณฑ์ใดๆจะมาตัดสินนอกเสียจากการใช้การไตร่ตรอง ครุ่นคิด
หาความเชื่อมโยงที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เมื่อไม่มีความแน่ชัดใดๆ ฉะนั้น
เราต้องคอยตรวจสอบแนวคิด ความเชื่อที่เราเชื่อ เราไม่อาจวางใจต่อ
แนวคิดหรือความเชื่อใดๆได้ ถึงแม้จะไม่ผิด แต่มันอาจจะนำพาเราไปยึดติดกับบางสิ่งบางอย่างและทำให้เราเสียโอกาสในการเข้าถึงเรื่องอื่นๆ
ที่ดีกว่าได้
เหตุผลของมนุษย์มีมากมายเกินจะหยั่งถึงเพื่อที่จะนำมาใช้ให้ได้สิ่งที่ตนเองปรารถนาหรือเพื่อปฏิเสธ
ผลักไสไล่ส่งสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ เช่น เหตุผลของคนจะเลิกกัน ลึกๆแล้วมันมีแค่
อันเดียวเท่านั้น คือ ฉันไม่เอาเธออีกแล้ว แต่พออีกฝ่ายถามถึงเหตุผลก็หยิบทุกอย่างขึ้นมาพูด เป็นร้อยเป็นพันยังได้
สิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งควรทำคือ ไม่ควรหาเหตุผลกับเขาอีก
เพราะมันมีเพียงเหตุผลที่พูดขึ้นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการหรือเพื่อปฏิเสธเท่านั้น
และในบางครั้งเราไม่ลงมือกระทำสิ่งใหม่ๆ
หรือสิ่งที่เคยคิดว่าไม่เคยจะทำ ไม่อยากทำ
คิดว่าทำไม่ได้ทำออกมาแล้วจะไม่ดีเหมือนคนอื่นๆ
หรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ที่จะสนับสนุนให้เราไม่ลงมือกระทำ เราควรทดลองลงมือทำสิ่งที่ขัดแย้งกับเหตุผลต่างๆเหล่านั้น
เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่าผลลัพธ์ที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของขวากหนามแห่งเหตุผลจะเป็นอย่างไร
มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คุณเคยลงมือกระทำมาในช่วงชีวิตของคุณก็เป็นได้
วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ว่าด้วยเรื่องเหตุผล (ตอนที่ 1)
เหตุผล เป็นสิ่งที่พิเศษที่สุดของมนุษย์ทุกคน
ทำให้เราได้เข้าใจสิ่งต่างๆ บนโลกนี้ที่มีความเกี่ยวโยงหรือเชื่อมต่อกัน
ทั้งสิ่งที่เป็นของที่เราจับต้องได้ รับรู้ได้ผ่านสัมผัส
และสิ่งที่เป็นนามธรรมอยู่ในความคิด เป็นหลักการ แนวทาง ทฤษฏี
ชุดข้อมูลที่ร้อยเรียงกันกลายเป็นแหล่งความรู้ที่มีเรื่องราว ประสบการณ์ สิ่งที่ได้ทำการทดสอบเพื่อยืนยันหลักความคิดของมนุษย์
ถ้าหากเรามีความเชื่อต่อสิ่งใดอันจะนำมาสู่การกระทำล้วนมาจากเหตุผล
ไม่เชื่อสิ่งใดเราจะใช้ความเป็นเหตุผลมาตัดสิน ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักของการเชื่อมโยง
ผนวกกับการรับรู้ของมนุษย์ หากความเชื่อที่ทำให้รู้สึกได้ผ่านสัมผัสต่างๆ
ยิ่งผ่านสัมผัสกระทบกับอวัยวะที่รับมากเท่าไหร่
ยิ่งสร้างความเชื่อได้มากขึ้นเท่านั้น เช่น หากเรื่องราวหนึ่งมีอยู่เพียงในหนังสือจะสร้างความเชื่อได้น้อยกว่าที่มนุษย์จะได้เห็นเรื่องราวนั้นด้วยตาและกายสัมผัส
เป็นต้น เมื่อการรับรู้ผ่านสัมผัสของมนุษย์รวมกับหลักความเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนัก
มีความเชื่อมโยง ไร้ช่องโหว่ของการไม่สอดประสานกันของเรื่องราว จะทำให้เรื่องราว
ความเชื่อ ความคิด หรือวัตถุกายภาพ มีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นตามลำดับ
แต่เราไม่สามารถแยกลำดับของความน่าเชื่อถือ ที่มาจากการใช้เหตุผลหาความเชื่อมโยงของเรื่องราวต่างๆ
มาตัดสินเป็นสัดส่วนที่นับได้ดั่งตรรกะของตัวเลข เราบอกได้เพียงว่า
เรื่องหนึ่งมีความน่าเชื่อถือ มากหรือน้อยกว่าอีกเรื่องหนึ่งเท่านั้น
เราไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่ามีความห่างชั้นของระดับความน่าเชื่อถือเท่าไหร่ ซึ่งถ้าหากเราสามารถแบ่งได้
มนุษย์ทุกคนบนโลกก็จะสามารถแจกแจงออกมาในสัดส่วนที่เท่ากันได้ จะเห็นได้ว่าผลวิจัย
ผลสำรวจต่างๆ ถ้าหากหัวข้อใดถามเกี่ยวกับเรื่องความน่าเชื่อถือ คำตอบที่ได้ล้วนมีความไม่เท่ากัน
ถึงแม้จะมีตรรกะของตัวเลขมาเป็นรูปแบบที่ใช้ในการวัดความน่าเชื่อถือ
สิ่งที่ทำได้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยของสัดส่วนทั้งหมด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้
อันเนื่องมาจากความแตกต่างของสภาพแวดล้อมของมนุษย์แต่ละคน
เพราะมนุษย์แต่ละคนเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน
ถ้าสมมุติว่าโลกนี้เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่
ทุกคนลืมตามาเรียนอยู่ในห้องเรียนที่มีเพียงห้องเดียว ก็พอจะเป็นไปได้บ้างว่าระดับการวัดความน่าเชื่อถือจะเท่ากันหมด
แต่ยังไงซะความเป็นจริงก็ไม่ใช่แบบนั้น “ความเป็นเหตุผลของแต่ละคนจึงมีความไม่เท่ากัน”
เมื่อความเป็นเหตุเป็นผลของแต่ละคนไม่เท่ากัน
นำไปสู่ความแตกต่างของความคิด ความเชื่อ การกระทำ การพูด บุคลิกลักษณะภายนอก
วิถีชีวิตความเป็นอยู่ อัตลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล อยู่ในสิ่งที่เป็นรูปธรรมและสิ่งที่เป็นนามธรรมของแต่ละบุคคล
เมื่อเกิดความแตกต่างก็ยังเกิดความเหมือนคล้ายของมนุษย์นำมาซึ่งความเป็นกลุ่มเป็นก้อน
เป็นครอบครัว เป็นสังคม เป็นประเทศชาติ และด้วยความเป็นเหตุเป็นผลทำให้เรากระทำด้วยอาศัยหลักการนี้
เช่น ถ้าเราจะซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ
เราจะตั้งคำถามออกมาโดยธรรมชาติของหลักเหตุผลว่า ทำไมเราต้องซื้อสิ่งนั้น ต่อมาจึงถามต่อไปอีกว่า
ทำไมต้องเลือกซื้อ Brand หรือยี่ห้อนั้น ซึ่งผลสรุปที่ได้ คือ เราได้หาเหตุผลที่มีความเชื่อมโยงอย่างถูกต้อง
ไม่มีความขัดแย้งของเหตุและผล ตรงกับความเชื่อ
ทำให้เราเกิดทัศนคติที่ดีต่อสินค้านั้น นำไปสู่การตัดสินใจและซื้อในที่สุด
แต่เหตุผลเหล่านั้น มันไม่ได้มีขึ้นมาตามธรรมชาติ มันถูกสร้างขึ้นจากนักการตลาดหรือพ่อค้านักธุรกิจ
โจทย์คำถามของเหตุผลเหล่านั้นถูกตั้งขึ้นและถูกวางทิศทางการเชื่อมโยงของความเป็นเหตุเป็นผล
ก่อนที่เราจะรับรู้ได้ถึงการมีตัวตนของสินค้านั้นๆ
ซึ่งเหตุผลถูกเชื่อมโยงไปในทิศทางของ ความคิด ความเชื่อ ลักษณะความแตกต่างของ อัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล
สินค้าจึงกลายมาเป็นสิ่งของกายภาพที่บอกภาพลักษณ์และบอกความเป็นเหตุผลอันเป็นสิ่งที่จะผลักดันให้เกิดการกระทำของคนๆนั้น
มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกัน
อันเนื่องด้วยหลักของเหตุผล จึงนำมาสู่ความขัดแย้งทางความคิด
ไล่เรียงไปถึงการกระทำ ความขัดแย้งภายในครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน ในหมู่ญาติ
ความขัดแย้งของสามีภรรยา ของการครองคู่ในฐานะคนดูใจกันอยู่ ความขัดแย้งภายในกลุ่มหรือต่างกลุ่มกัน
ความขัดแย้งในหมู่เพื่อนฝูง ในที่ทำงาน ความขัดแย้งของสังคมทั้งภายในและภายนอกที่ต่างสังคมกัน
ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ลุกลามกันไปเรื่อยๆ เท่าที่จะมีเรื่องราวเกิดขึ้น
เมื่อเรื่องราวหนึ่งเกิดขึ้น อาจเกิดจากใครสักคนหรือเกิดจากความเป็นธรรมชาติเดิมที่มีอยู่แล้ว
ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยคำว่า “เหตุผล”
ติดตามแง่มุมเกี่ยวกับเรื่องของเหตุผลตอนที่ 2 (http://in2dept.blogspot.com/2013/06/2_14.html)
วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556
แนวทางในการคิด (ตอนที่ 2)
สำหรับท่านผู้อ่านที่ติดตามตอนแรกของเรื่องนี้ไป
คือ เรื่องของการทำความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆที่จะส่งเสริมให้เราใช้ความคิดได้ดีขึ้น
ในตอนนี้ มาถึงวิธีการคิดต่างๆ ซึ่งก็แล้วแต่บุคคลว่าถนัดใช้วิธีการคิดแบบใด
ท่านผู้อ่านทั้งหลายอาจใช้วิธีการเหล่านี้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
(สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรก http://in2dept.blogspot.com/2013/06/1.html )
- - การคิดแบบผสมผสาน
คือ
การนำสิ่งของที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว
ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาผสมรวมกันเป็นสิ่งใหม่
- - การคิดโดยใช้หลักการเหตุและผล
คิดอย่างเป็นระบบ ใช้การวิเคราะห์ พยายามแยกแยะทางเลือกออกมาเป็นข้อๆ
โดยคาดหวังในการลดความเสี่ยงให้มากที่สุด
- - การคิดอย่างไม่เป็นระบบ
ไม่ได้ใช้หลักของเหตุผล
เมื่อเราเข้าใจปัญหาแล้วเราจึงคิดไปเรื่อยๆ โดยมีเป็นปัญหาเป็นตัวนำทางเรา
ซึ่งเราอาจคิดทางออกทั้งหมดออกมา เปรียบเหมือนทำกับข้าวแบบเชฟหมี
ที่หยิบจากสิ่งที่มีทั้งหมด แล้วลองมาผสมผสานเป็นสิ่งใหม่
- - การทำสมาธิช่วยให้คิด
บางครั้งการปล่อยให้การรับรู้ของเรา
มีผลต่อสภาวะของจิตหรือสมาธิ จะทำให้เราไม่สงบเพราะความเป็นจริงของการรับรู้ ทั้ง 5 จริงๆ อยากบอกว่ามี 6 อย่าง คือ การรับรู้ของใจ
เพราะแม้เราไม่รับรู้ต่อสิ่งเร้าใด ผ่านสัมผัสทั้ง 5 บางทีเราก็รู้สึก
สุขหรือทุกข์ได้ อันเนื่องมาจากความจำในอดีตหรือจิตปรุงแต่ง
ทำให้เกิดการรับรู้ทางจิตไปสู่จิต เหมือนกับคนที่ไม่เคยนั่งสมาธิ
พอนั่งแล้วจะไม่สงบ คิดนั่นนี่ตลอดเวลา
สัมผัสทั้งหมดของเรามันจะรับรู้ต่อสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา เช่น
หากเราไม่ชอบเสียงรถที่วิ่งดังๆ เราจะไม่สามารถปิดระบบการรับรู้ได้
แต่ถ้าเราสะกดให้จิตเรานิ่งโดยการทำสมาธิ เพื่อไม่ให้สนใจสิ่งรอบตัวที่รับผ่านสัมผัสทั้งหมด จะทำให้นิ่งสงบ เมื่อเราสงบเราก็อาศัยความสงบนั้นเพื่อคิดไตร่ตรองปัญหา หรือ
คิดตามจุดประสงค์ที่เราต้องการ จะทำให้เรามีพลังในการจดจ่ออยู่ที่เรื่องๆเดียวได้
ซึ่งแล้วแต่บุคคลว่าจะทำสมาธิแบบไหน นอน นั่ง ยืน หรือ เดิน แต่วิธีการแบบนี้อาจจะไม่ตรงเป้าหมายในทางพุทธศาสนา
เพราะจริงๆ แล้วเค้าต้องการให้เรา ใช้ช่วงที่เราสงบพิจารณาทางโลก
หรือเพื่อให้เบื่อหน่ายทางโลก เพื่อพิจารณาสัจธรรมความจริง
- - คิดโดยใช้หลักไดอะแกรม
จะคล้ายกับความคิดอย่างไม่เป็นระบบแต่มีรูปแบบอยู่บ้าง
เป็น การปล่อยให้เราไม่ติดอยู่กรอบของความเป็นไปได้
มองว่าทุกอย่างเป็นไปได้แล้วลองคิดออกมา ปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือแนวคิดไปหลายๆมุมมอง
โดยมี 3 ลักษณะดังนี้
1.การ บวกเพิ่มจากพื้นฐานเดิม
อาจเป็นความคิดที่ธรรมดาที่สุดแต่ถ้าบวกความคิดที่ดูธรรมดา 3
อันเข้าไปอาจกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ดูดีขึ้นมาก็ได้
2.การแยกออก
จากพื้นฐานความคิดเดิมที่เรามี หรือความคิดใหม่ ถ้าคิดออกมาได้ให้ทำการแยกบางส่วนออกแล้วดูหน้าตาของมันใหม่อีกครั้ง
3. การสลับข้างของความคิด
หากเรามีเรื่องราวของความคิด เช่น ลำดับของการเล่าเรื่องนิยายเราเรียงออกมาเป็น 123 เราอาจเรียบเรียงใหม่เพื่อทำให้เกิดความน่าสนใจขึ้นเป็น 312 ก็ได้ หรืออื่นๆ
โดยการสลับไปมา
- คิดในเชิงเปรียบเทียบ
ซึ่งอาจมาจากพบปะพูดคุยกับผู้คน
การหาความรู้เพิ่มเติมจากหนังสือ จากสิ่งบันเทิง จากชีวิตประจำวัน จากประสบการณ์
ฯลฯ แล้วนำมาเปรียบเทียบเพื่อประยุกต์ใช้กับเรื่องที่เราคิด
โดยดูปัจจัยที่มีความเหมือนคล้ายของสิ่งที่เราเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราคิด
หากมีความเหมือนกันอาจสามารถนำมาปรับใช้ได้
ในเรื่องของการคิดไม่ว่าจะคิดด้วยวัตถุประสงค์ใด เราจะเผชิญอยู่ภายใต้ข้อจำกัด
ไม่สามารถที่จะหาความแน่นอนออกมาได้
ว่าสิ่งที่เราคิดสามารถแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ได้
เราอาจทำให้ดูเหมือนว่าเราเข้าใกล้ความแน่นอนแต่มันก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องใช้หลักที่เคยกล่าวมาผสมผสาน
คือ เรื่องของการตัดสินใจและมุมมองในระยะยาว (ติดตามได้ในบทความเรื่อง
“เมื่อต้องเผชิญกับการตัดสินใจ”)
ในการคิดทำอะไร เราควรจะต้องมีความคล่องตัว
ในการเปลี่ยนแปลงความคิด หากเราทำอะไรบางอย่าง เมื่อเรารับรู้ได้ถึงความไม่สอดรับ
ไม่ว่าจะรับรู้จากผลลัพธ์ที่ออกมาหรือจากการความคาดการณ์ เราต้องมีความคล่องตัวไว้เสมอ
มีพื้นที่ให้เราสามารถขยับตัวได้ อย่าทำให้ตัวเองถูกล็อคอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง หรือติดกับขอบเขตสถานการณ์บางอย่าง
เพราะเมื่อเราล็อคตัวเราเอง เราก็ไม่อาจใช้ความคิดที่มีมาแก้ไขสิ่งใดได้
บางทีเราก็ต้องขยับขอบเขตด้วยตัวเอง หากเรารอให้ขอบเขตเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งหมด
เราจะกลายเป็นผู้ที่คิดข้ามเกมไม่ได้ สังเกตหลายๆ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
มาจากคิดข้ามเกมทั้งนั้น ต้องทำให้หนังสือหรือทฤษฎีวิ่งตามการกระทำบ้าง
อย่าคอยแต่ให้การกระทำวิ่งตามทฤษฏีเท่านั้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจของทางตะวันตกที่ประสบความสำเร็จ
เกิดขึ้นก่อนจะมีทฤษฏี เช่น The Long tail ซึ่งผู้เขียนเค้าได้ยกตัวอย่างของแนวคิดจากจากธุรกิจออนไลน์
เช่น Amazon หรือ iTunes โดยสรุปของแนวคิดนี้ คือ หมดสมัยของการขายสินค้ายอดฮิตที่ได้รับความนิยมเพียงอย่างเดียวที่อยู่ภายใต้ของทรัพยากรที่มีจำกัด
ในโลกอินเตอร์เน็ตเราสามารถขายของทุกชิ้นได้ แม้ขายได้เพียงชิ้นเดียว
แต่ถ้ามีสินค้าอยู่ล้านชิ้นรวมกันจะกลายเป็นขนาดของตลาดใหญ่สามารถสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้
ผู้บริโภคจะมีสิทธิเลือกสินค้าได้อย่างไม่ถูกจำกัดเหมือนอดีตที่ผ่านมา เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างที่ยกให้เห็นจะมาจากการเริ่มต้นของธุรกิจก่อน
ก่อนที่จะมีทฤษฏีขึ้นเขียนเป็นหนังสือ
อ้างอิง
Satory
Itabashi 2554, Picto แกะรอยโมเดลธุรกิจต่อยอดกำไรไม่รู้จบ, กรุงเทพฯ: ส.ส.ท.
สรรค์ชัย
เตียวประเสริฐกุล 2553,
Inner Motivation และ
Creativity เกี่ยวกันอย่างไร เรื่องที่คุณต้องรู้!
(ตอนที่ 2).สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2556, จาก
http://www.brandage.com/Modules/DesktopModules/Article/ArticleDetail.aspx?tabID=7&ArticleID=5557&ModuleID=701&GroupID=1336
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







