มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลที่สุดบนโลกใบนี้ ซึ่งทุกคนมีสมองซีกที่ทำงานด้านของการวิเคราะห์ แยกแยะ ความเป็นเหตุเป็นผลเหมือนกันหมด การกระทำของแต่ละคนจะมีเหตุผลมารองรับเสมอ และมีสมองอีกซีกหนึ่งที่ทำงานไม่เหมือนกับที่กล่าวไป แรงขับเคลื่อนของมันจะมีกำลังมหาศาลมากกว่าความมีเหตุผลของมนุษย์ บางครั้งจะทำให้เกิดการกระทำแบบสุดโต่งแสดงออกถึงความเป็นตัวตน อาจนำมาสู่การกระทำที่อ่อนโยนเหมือนได้สัมผัสความอ่อนนุ่มของขนสัตว์แรกเกิด
ซึ่งไม่สามารถจับได้บ่อยครั้งเพราะชีวิตเยาว์วัยที่มีความอ่อนไหวจะเฉาสัมผัสตายไปเสียก่อน และสามารถนำมาสู่การกระทำที่รุนแรง ทวีมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดั่งน้ำป่าที่ไหลหลากจากเถือกเขาพัดพาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทาง ผ่านลำธารที่เคยเคลื่อนไหวอย่างเงียบสงบเป็นวารีที่เปลี่ยนสีอันแสดงออกถึงความรุนแรงที่โหมกระหน่ำ ซึ่งดูที่ท่าว่าจะไม่มีทางจะสงบลงได้
ซึ่งไม่สามารถจับได้บ่อยครั้งเพราะชีวิตเยาว์วัยที่มีความอ่อนไหวจะเฉาสัมผัสตายไปเสียก่อน และสามารถนำมาสู่การกระทำที่รุนแรง ทวีมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดั่งน้ำป่าที่ไหลหลากจากเถือกเขาพัดพาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทาง ผ่านลำธารที่เคยเคลื่อนไหวอย่างเงียบสงบเป็นวารีที่เปลี่ยนสีอันแสดงออกถึงความรุนแรงที่โหมกระหน่ำ ซึ่งดูที่ท่าว่าจะไม่มีทางจะสงบลงได้
การกระทำบางอย่างไม่สามารถใช้เหตุผลมาอธิบายความประพฤติของสิ่งเหล่านั้นได้ แต่มีเจ้าสิ่งนี้เป็นเครื่องชี้ว่าทำไมถึงแสดงออกเช่นนั้น บางครั้งมันมีอำนาจเสียจนทำให้มนุษย์ไม่หลงเหลือความมีเหตุผลเลยแม้แต่น้อย อำนาจที่ทำให้เราตกเป็นทาสของมันและอาจตราบเท่าช่วงชีวิตที่เรามี นั่นคืออำนาจของ “อารมณ์”
อารมณ์นั้นเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่จะทำให้เปลวไฟเพียงน้อยนิดลุกลามกลายเป็นกองเพลิงขนาดมหึมาแผ่ขยายความร้อนออกไปเป็นวงกว้างพร้อมจะเผาทุกอย่างที่อยู่ใกล้ แม้ไฟจากกองเพลิงจะไม่ผลาญวัตถุที่อยู่ไกลออกไป แต่มันได้ส่งรัศมีความร้อนแรงจนทำให้วัตถุที่อยู่ไกลออกไปนั้นบิดเบี้ยว ค่อยๆละลายหรือเปลี่ยนรูปได้
จุดเริ่มต้นของเปลวไฟที่ประทุขึ้นเพียงเล็กน้อยนั้น คือ ความชอบและไม่ชอบ เมื่อเราเกิดความไม่ชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แรกเริ่มเรายังทนได้ แต่พออยู่กับความไม่ชอบนี้นานขึ้น อารมณ์จะเริ่มเข้ามาส่งเสริมความไม่ชอบ ส่งผลให้เรามีความไม่ชอบมากยิ่งขึ้นไปอีก และเราจะบอกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ทำให้เราเสียอารมณ์
เรื่องราวความขัดแย้งที่ใหญ่โตจริงๆแล้วอาจมีต้นเหตุอยู่เพียงนิดเดียวเท่านั้น แต่เมื่อใส่เชื้อเพลิงแห่งอารมณ์ เรื่องราวนั้นจะเกิดขึ้นเป็นไฟลามทุ่มที่หยุดไม่ได้ คุณเคยได้ยินเรื่องนักเรียนตีกันบ้างไหม มีเหตุการณ์หนึ่งที่ได้ทราบจากการบอกเล่า เป็นเรื่องราวของการทะเลาะวิวาทกันภายในโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับเด็กที่กำลังจะจบการศึกษาเพราะสังคมของพวกเขายิ่งอยู่ด้วยกันนานขึ้นจะยิ่งสนิทกันมากขึ้น รักกันมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีทั้งรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว รุ่นน้อง รุ่นที่กำลังจะจบการศึกษายกพวกตะรุมบอลกัน พอสืบทราบสาเหตุที่แท้จริงนั้น เริ่มมาจากนักเรียนชายคนหนึ่งไปจีบ นักเรียนหญิงที่มีเจ้าของแล้ว พอแฟนเจ้าตัวมาเห็นจึงเกิดการทะเลาะต่อยตีกัน แต่คนที่เริ่มไปจีบไม่ยอมจบไปบอกรุ่นพี่ พอรุ่นพี่ผู้มีนิสัยรักพวกพ้องไม่ได้ไต่ถามถึงความจริง ได้ยินว่ารุ่นน้องโดนทำร้ายก็ใส่อารมณ์ตามเหมือนเทน้ำมันทันทีเมื่อเกิดประกายไฟขึ้น ลุกลามจนกลายเป็นเรื่องของเด็กนักเรียนเกือบ 300 คน ตีกัน
สภาวะอารมณ์อื่นๆก็เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน เช่น ผู้ชายไปเที่ยวผู้หญิงครั้งแรก เกิดขึ้นมาจากการทำตามอารมณ์ คนเล่นการพนันอยากจะได้เงินคืนจากการเสียแล้วรีบร้อนที่จะเล่นต่อ เป็นต้น เมื่อเราจดจ่ออยู่กับสภาวะของอารมณ์นั้น ทำให้ไม่สามารถสลัดแรงผลักดันที่รุนแรงของอารมณ์ที่อยู่ภายในได้ กลายมาเป็นตัวนำทางให้เรากระทำการต่างๆ หากเราปล่อยให้อารมณ์มีบทบาทต่อเรามากขึ้นทุกครั้งที่สภาวะของอารมณ์เกิดขึ้น จะกลายเป็นเรื่องยากที่จะหยุดยั้งการกระทำหรือคำพูดที่ออกมาตามอารมณ์ซึ่งจะทวีขึ้นอย่างต่อเนื่องกลายเป็นนิสัยไปในที่สุด
เราลองมาดูอีกด้านของอารมณ์กันบ้าง ผู้ที่รู้จักจัดการอารมณ์ รู้จักนำมาใช้ประโยชน์ จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่มูลค่าได้ เช่น การขายสินค้า เป็นต้น ผู้สร้างสินค้าหรือคนขาย รู้จักการสร้างอารมณ์ร่วมให้ลูกค้าซื้อสินค้า โดยเริ่มจากการพยายามหาสิ่งที่ลูกค้าชอบเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างอารมณ์ เช่น ถ้าชอบเรื่องราคา คนขายจะนำเสนอเรื่องราคาเป็นส่วนใหญ่ ถ้าชอบเรื่องลวดลาย คนขายจะนำสินค้าลวดลายต่างๆมาให้เลือก เป็นต้น ปัจจัยหนึ่งที่พอจะสรุปการเกิดขึ้นของอารมณ์นอกจาก ความชอบไม่ชอบ นั่นคือ เวลา เมื่อคนเราอยู่กับความชอบไม่ชอบเป็นเวลาเพียงพอจะเกิดสภาวะของอารมณ์ที่เข้าไปจับความชอบไม่ชอบนั้นขึ้น
หากเราจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของตัวเอง ไม่ให้อำนาจของอารมณ์เข้ามามีบทบาทต่อชีวิต ในการทำงาน การอยู่ร่วมกับครอบครัว สามีภรรยา เพื่อให้เราอยู่กับการใช้เหตุผลไตร่ตรองมากขึ้น วิธีการง่ายๆ คือ การไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความชอบหรือไม่ชอบนานเกินไป ให้สลัดทิ้งทันทีเมื่อเกิดความขัดใจขึ้น เป็นวิธีการตัดที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง แต่อย่าลืมว่าต้องทิ้งทั้งความสุขและทุกข์ เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะต้นเหตุของสุขทุกข์มาจากสัมผัสเดียวกัน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น