วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทำธุรกิจส่วนตัวหรือว่าเป็นลูกจ้างดีกว่ากัน


ในครั้งที่เรายังไม่รู้ว่า การอยู่บนโลกนี้ต้องทำกิจกรรมใดเป็นหลัก เราถูกปลูกฝังให้ร่ำเรียนวิชา เพื่อให้มีความรู้ มีความคิด เมื่อเราเริ่มเข้าใจในมากขึ้นผนวกกับการชี้ทางของผู้ให้โอกาสในการศึกษากับเรา เราจำต้องเลือกที่จะทำงานในสายอาชีพใดสายอาชีพหนึ่งหรือมากกว่า เพื่อสร้างอนาคตให้กับตัวเอง และควรจะแบ่งสรรเวลา ตามคำกล่าวที่ว่า ใน 24 ชั่วโมง เราทำงาน 8 ชั่วโมง มีเวลาให้ครอบครัว 8 ชั่วโมง เวลาพักผ่อน 8 ชั่วโมง แต่ไม่มีชีวิตใครเลยที่สามารถกระทำได้เช่นนั้น
            เพราะหากต้องการให้ประสบความสำเร็จในชีวิต งานจะเป็นตัวดึงเวลาจากส่วนอื่นๆ กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำให้มากที่สุด และเนื่องจากการทำงานตั้งอยู่บนการสรรหา “ความมั่นคง” แก่ชีวิต  ทำให้ตลอดทั้งชีวิต เราต้องทุ่มเทอย่างมหาศาลเพื่อก้าวไปให้ถึงจุดนั้น

            เราศึกษาเรียนรู้เพื่อทำงานเป็นลูกจ้าง หรือ เพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัว ไม่ว่าจะเลือกทำสิ่งใดล้วนมีรากฐานของความต้องการสรรหาความมั่นคงให้แก่ชีวิต จึงเกิดข้อถกเถียงระหว่างคนที่ยืนอยู่บนฐานะของเจ้าของธุรกิจหรือการทำงานโดยการเป็นนายตัวเอง กับคนที่อยู่ในฐานะของผู้แลกเปลี่ยนความสามารถ ทักษะ ความรู้ กับเงินตราหรือการทำงานโดยการเป็นลูกจ้างผู้อื่น ต่างคนต่างมุมมอง ล้วนชี้ทางในสิ่งตนเชื่อว่าจะนำมาสู่ความมั่นคง และความมั่นคั่งหรือความลงตัวในชีวิต

            ฝ่ายเจ้าของธุรกิจมองว่าการทำเงินด้วยตัวเอง สามารถควบคุมทิศทางตามความเห็น ตามความชื่นชอบของตน มีอำนาจในการตัดสินใจ และสามารถสร้างรายได้ที่สร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการเป็นลูกจ้าง ส่งผลให้ตอบสนองรายจ่ายทั้งหมด รวมไปถึงความต้องการส่วนอื่นๆของครอบครัวหรือตนเองได้

             ส่วนมุมมองของฝ่ายลูกจ้าง มองว่าแม้จะดูเหมือนว่ามีรายได้น้อยกว่า แต่ถ้าตนมีความสามารถที่สูง สามารถสร้างสรรค์ผลงานให้กับนายจ้าง อันนำมาสู่ความก้าวหน้าในสาขาวิชาชีพ รายได้ที่เข้ามาต่อเดือนจะสูงตามมา แถมมีข้อดีกว่าการเป็นนายจ้าง คือ มีเวลาหยุด มีวันพักผ่อน ถึงเวลาเลิกงานก็ไม่ต้องเอางานกลับมาทำที่บ้าน และเห็นว่าการเป็นนายเจ้าของธุรกิจเอง ตื่นเช้ามาจะต้องเจอสิ่งที่ตัวเองได้เริ่มต้นไว้ ไม่สามารถหยุดหรือมีเวลาพักผ่อนได้



            อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายไม่ได้มองจุดหมายเดียวกันที่ทำให้เกิดทางแยกทั้งสอง นั่นคือ การหาความมั่นคงให้กับชีวิต ว่าไอ้เจ้าตัวความมั่นคงที่ต้องการให้ได้มาเป็นอย่างไร

ลองดูในกรณีแรก การเริ่มต้นเป็นเจ้าธุรกิจด้วยตัวเอง จำต้องอาศัยเวลาและสายป่านหรือเงิน ที่เป็นทุนในการขับเคลื่อนให้กงล้องานหมุนไปได้ แม้ว่าจะเรียนมาสูงหรือทำงานอยู่ในสายอาชีพนั้นมานาน แต่ความไม่แน่นอนก็ยังมีอยู่ ความเสี่ยงทั้งหลายยังมีอยู่ ถึงจะทำทุกวิธีการตามตำราผนวกกับประสบการณ์ที่เจอมา ล้วนแล้วเป็นเรื่องของอดีตที่พยายามนำมาเทียบเคียง ให้อนาคตออกมาตามคาดการณ์ เมื่อธุรกิจเดินต่อไปด้วยดี อาจต้องเจอกับปัญหาใหม่ ซึ่งจะมีคนบอกได้ไหมว่า วันไหนจะมีเจ้าใหม่มาแย่งรายได้ไป  คู่แข่งที่มากไปด้วยความสามารถ ความพร้อม หรือ มีความกล้าทดลองทำสิ่งใหม่อันจะสร้างความแปลกใจให้กับมนุษย์ผู้ตื่นตระหนก ทำให้ความมั่นคงที่ว่าสั่นคลอน

 เช่นเดียวกับฝ่ายของลูกจ้าง แม้ว่าตนจะอยู่ตำแหน่งสูง มีรายได้สมปรารถนา มีเวลาหยุดพักผ่อนที่แน่นอน แต่ถามว่าบริษัทหรือองค์กรที่ทำงานให้นั้น จะมีวันไหนที่ถูกคู่แข่งเบียดตก ไปด้วยสาเหตุต่างๆ บางคนอาจมองว่าแม้ว่าบริษัทหรือองค์กรนั้นพังลง ตนยังมีความสามารถติดตัว สามารถยังทำงานในสายอาชีพเดิมให้กับบริษัทอื่นๆได้

แล้วความมั่นคงที่เป็นเหตุของเรื่องนี้หละหายไปไหน เราหยุดไม่ได้ อยู่เฉยไม่ได้ เพื่อวิ่งให้ทันความมั่นคง แทนที่เมื่อได้ความมั่นคงมาแล้วมันจะอยู่กับเรา มันกลับวิ่งหนีเราทุกครั้งที่ได้มันมา เพราะฉะนั้นเราน่าจะโยนนามธรรมนี้ทิ้งไปให้ไกล แม้ใครจะบอกว่าทำนั่นสิ ทำนี่สิ ว่ามีความมั่นคงที่แท้จริงอยู่ในกิจกรรมหนึ่งๆ เราคงเชื่อแนวคิดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า จงสร้างชีวิตให้มั่นคงให้กับชีวิต ทำงานที่มีความมั่นคงไม่ได้อีกต่อไป 


ที่กล่าวเรื่องนี้ไม่ใช่ว่า ให้ชีวิตดูหดหู่ หรือว่าฝากปัญหาไว้ให้แก้เอาเอง บทความนี้ชี้ให้เห็นความจริงของ “ความมั่นคง” ที่วิ่งตามหากันอยู่ เมื่อเราพบความจริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องมานั่งกล่ำกลืนยอมรับความจริง เพียงแค่เราเห็นความจริงตามความจริง เราจะยอมรับมันไปโดยอัตโนมัติ แล้วเราจะก้าวไปสู่การทำงานอย่าไม่ท้อถอย ทำงานด้วยความสบายใจ ไม่ต้องกังวลถึงอนาคตจนเป็นความทุกข์ มีความจดจ่อมีสมาธิอยู่กับงานในปัจจุบัน จนเราสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับชีวิตได้โดยไม่มีแนวคิดของความมั่นคง มีแต่แนวคิดของการเกาะติดการเปลี่ยนแปลงไว้ให้ได้นั่นเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น