แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสำเร็จ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสำเร็จ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ตีให้ถึงต้นไล่ให้ถึงปลาย (ตอนที่ 2 )


หากเปรียบชีวิตเหมือนกับการเล่นหมากรุก เพื่อเอาชนะคู่แข่ง เราจะต้องกำจัดลูกน้องให้หมดเหลือเพียงหัวหน้าเพียงตัวเดียว หรือ ใช้วิธีการหลอกล่อ ให้หัวหน้าตายจากการรุกด้วยตัวหมากของเรา แต่ถ้ากระดานที่เราเล่นอยู่มันมีช่องมากมายให้ตัวหมากได้เดินเปรียบดั่งการนับดวงดาวในจักรวาล แล้วคิดว่าเกมหมากรุกที่เล่นอยู่จะมีวันสิ้นสุดไหม หากเป็นเช่นนี้เราจะพบว่าเล่นเท่าไหร่ก็ไม่มีวันที่จะไล่ตัวหมากของฝ่ายตรงข้ามให้พ่ายแพ้ไปได้ เพราะเรากำลังเล่นอยู่บนกระดานที่ไร้ขอบเขต

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ตีให้ถึงต้นไล่ให้ถึงปลาย (ตอนที่ 1)


หลักการแนวคิด วิธีการ สูตรสำเร็จ เคล็ดลับต่างๆ เกี่ยวกับความสำเร็จในชีวิตถูกรวบรวมออกมามากมาย  โดยส่วนใหญ่วิธีการเหล่านี้พูดถึงช่วงระหว่างทางเดินไปสู่ความสำเร็จ หรือช่วงตรงกลางระหว่างจุดเริ่มต้นกับปลายทาง แต่วิธีการแนวทางของจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเรื่องราวนี้มีอยู่ไม่มาก ทั้งที่จุดเริ่มต้นและจุดจบของความสำเร็จมีบทบาทอันสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะถ้าไม่มีจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากพอให้เริ่มลงมือกระทำการใดๆให้สิ่งนั้นสำเร็จ ก็คงไม่มีเรื่องราว วิธีการฟันฝ่าอุปสรรคมากมายมาบอกเล่า หรือนำมาเป็นแนวทางประยุกต์ใช้เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่มีความใกล้เคียงกัน รวมไปถึงจุดสิ้นสุดของความสำเร็จที่มีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกัน

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ภาวะผู้นำและวิธีการนำผู้อื่น



การคิดค้นธนูถูกสร้างขึ้นด้วยมุมมองที่แตกต่างและกว้างไกลกว่าการสร้างอาวุธระยะประชิดไปเรื่อยๆ และมีมุมมองของการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า เช่น การใช้แรงที่น้อยกว่าการใช้อาวุธระยะประชิด เป็นต้น รวมถึงมุมมองในการรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตรู้ตัวจากการเข้าใกล้

มุมมองเหล่านี้นำมาสู่การหาวิธีการสร้างคันธนูพร้อมลูกศรให้สามารถใช้งานได้ในสถานการณ์จริง นั่นเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่เรียกว่า วิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ “ผู้นำ”  

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ก่อนจะเริ่มนับหนึ่ง


เราต้องเจอกับสถานการณ์ที่ทำให้เราจดจำไม่มีวันลืม เป็นบทเรียน บททดสอบที่แสนจะระทม ขื่นขม เป็นเหตุการณ์ที่เหมือนกับการกลืนอาหารที่ขวางติดอยู่ในลำคอ เราต้องเผชิญกับความไม่พร้อมของวัตถุดิบ เครื่องมือ ทรัพยากร องค์ประกอบในการสร้าง แรงกดดันที่จะผลักให้เราตกหน้าผาไปอยู่ในก้นเหวเดิมก่อนที่เราจะไต่ขึ้นมา เหมือนเราเริ่มเดินอยู่ในที่ๆมืดสนิททันทีที่เรารู้สึกตัว เราต้องอดทนกับความเบื่อหน่ายที่เกิดจากการหาคำตอบของปัญหาที่จะนำให้หลุดออกจากสภาวการณ์นี้

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ภาคต่อแห่งความสำเร็จ (ตอนที่ 2)


เมื่อเราลงมือกระทำเรื่องใดแล้ว เราจะพบกับสิ่งขัดขวาง ทำให้เกิดรู้สึกไม่ชอบ  ไม่อยากเจอ พยายามหลีกหนี ไปหาที่ที่คาดว่าจะไม่เจอมันอีก ในบางครั้งเราต้องจมอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้นานหลายวัน หรือเราอาจจะเจอมันในทุกๆวัน  เมื่อเรื่องนี้จบลง ก็มีเรื่องใหม่เกิดขึ้นมา คอยดักทางแทนที่ของเก่า เราใช้ประสบการณ์ของเราในการจัดการมัน วางแผน ควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้วเกิดซ้ำอีก และในบางครั้งมันอาจรุนแรงมากเสียจนทำให้เราเลิกทำสิ่งที่ทำอยู่ ไปกระทำสิ่งใหม่โดยหวังว่าจะไม่มี “ปัญหา” อีกในการทำสิ่งใหม่ๆ

            ปัญหามีอยู่ในทุกอณูของโลกใบนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในพื้นที่ไหน ทำงานประเภทใด ซึ่งแต่ละงานจะใช้ความสามารถที่แตกต่างกัน ความรู้ที่ต่างสาขากัน แต่เราจะต้องเจอกับปัญหา เราไม่อาจหลีกหนีได้ แม้ว่าเราจะไม่ชอบมันก็ตาม นั่นคือ ความเป็นจริง เรื่องทุกเรื่องที่เราทำ เรื่องที่เราอาจมองเห็นว่าดี มีอนาคต มีความสุขสบาย สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงเท่านั้นเพราะแท้จริงของเนื้อในสิ่งๆหนึ่งจะมีปัญหาซ่อน รวมไปถึงการใช้ชีวิต การดำเนินชีวิตคู่ หรืออยู่แบบคนโสด อยู่แบบครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวเดี่ยว อยู่คอนโดสูงหรือกระท่อมหลังเล็ก กินอาหารที่คัดสรรซึ่งถูกสร้างมูลค่าจนสูงสุดในห้องอาหารเลิศหรูหรือกินอาหารข้างถนนที่สุดแสนธรรมดาและเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันรถ ขณะทำงานอย่างเคร่งเครียด แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายหรือขณะที่ยังพักผ่อนสบายอยู่ริมทะเล อยู่ในฐานะเจ้าของกิจการหรือในฐานะลูกจ้าง เป็นผู้รับสิ่งบันเทิงหรือสร้างสรรค์มันขึ้น เป็นศิลปินหรือเป็นแฟนคลับ เป็นซุปเปอร์สตาร์หรือแค่ทำตามไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจ ที่กล่าวถึงมาก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่มากพอ กับคำว่าที่ในทุกๆ จุดที่เรากระทำหรือจุดที่เราอยู่ นั้นมี “ปัญหา” รออยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน




            ถ้าหากเรามีทัศนคติที่ดีต่อเรื่องปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดๆ เราก็จะสามารถที่จะแก้ไขมันได้ แม้ทางออกของปัญหาจะดูเหมือนไม่มีความเป็นไปได้ มีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้เวลายาวนานในการทำความเข้าใจ เกิดคำว่ายากภายในจิตใจ ภายในความคิดของเรา ทำให้เกิดการยกระดับปัญหากลายเป็นเรื่องที่ดูยิ่งใหญ่ในการแก้ไขหาทางออก แต่ถ้าเรายอมรับว่าปัญหาเกิดขึ้นทุกที่ในที่เราไป อยู่ในทุกอย่างที่เรากระทำ ซ่อนอยู่ในความคาดหวัง ปะปนอยู่ในความสำเร็จอาศัยอยู่ในธรรมชาติของการได้มา เป็นส่วนหนึ่งของโลก เราก็จะสามารถขจัดมันออกได้โดยไม่มีความกังวล ไม่รู้สึกถึงความเป็นศัตรู จะรู้สึกว่ามันคือ มิตรแท้ เมื่อไปที่ไหนทำอะไรก็เจอ และหากเรายอมรับจะทำให้เราเห็นทางเลือกมากมายนับไม่ถ้วน นำมาสู่ทางออกทุกทาง แม้จะมองว่าเป็นไปไม่ได้ ทำให้เรามองแต่เพียงจุดหมาย เหมือนกับเรื่องของ  ไคล์ แมคโดนัลด์ ในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งถูกกล่าวในหนังสือ น่าจะรู้อย่างนี้ ตั้งแต่ตอนอายุ 20 ว่าเขาสามารถสร้างคุณค่าจากคลิปหนีบกระดาษสีแดง โดยการแลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้บ้านมาหนึ่งหลัง การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องที่ยาก คือ การรับปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้และทำความเข้าใจมันให้ละเอียดท่องแท้

            ปัญหาของการทำได้หรือไม่ได้ก็จะหมดไป การทำได้นั้นขึ้นอยู่ที่ความสนใจต่อเรื่องๆหนึ่ง ซึ่งแหล่งพลังงานของความสนใจนั้นมาจาก “ทัศนคติ”เช่นเดียวกัน เพราะทัศนคติ คือ ความเห็นหรือมุมมอง ที่มองต่อเรื่องนั้นๆ แสดงออกถึงความชอบ ไม่ชอบ อันนำมาสู่ความอยากหรือไม่อยากที่จะลงมือกระทำ ถ้าเราชอบเราก็อยากจะลงมือกระทำ ถ้าไม่ชอบเราก็ไม่อยากจะลงมือกระทำหรืออาจลงมือกระทำแต่เป็นการกระทำเพื่อหลีกหนี ทัศนคติเป็นตัวเริ่มต้นทั้งหมด หากเรามีทัศนคติที่ดีต่อต่อเรื่องต่างๆ ทั้งการลงมือสร้างสรรค์หรือกระทำบางอย่าง หรือ การรับปัญหา การแก้ปัญหาต่างๆ จะอยู่ในทิศทางที่เราสามารถกระทำได้เสมอ


อย่างที่กล่าวไปทั้งหมดหากเราใช้ทัศนคติที่ดีเป็นตัวเริ่มต้นให้เราลงมือกระทำต่อเรื่องๆ หนึ่ง จะนำมาสู่ความสำเร็จต่อเรื่องนั้นๆ ได้ เพราะความมุ่งมั่น ความพยายาม อันเกิดจากทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่เราลงมือกระทำ ซึ่งจะผลักดันให้เราแก้ปัญหาของสิ่งที่ดูจะเป็นไม่ได้หรือไม่มีทางออกให้แตกกระจายหงายหลังกลับไป และถึงจะมีอุปสรรค์กองโตที่จะวิ่งเข้าหาเราอย่างต่อเนื่อง เราก็จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นได้อย่างไม่สิ้นสุดเช่นกัน

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ภาคต่อแห่งความสำเร็จ (ตอนที่ 1)


            การที่เรามองภายนอกของเพื่อนมนุษย์แต่ละคนด้วยตาเปล่า จะประกอบสร้างความเข้าใจรูปลักษณ์ บุคลิกลักษณะภายนอกส่งผ่านมายังภายในจิตใจของเรา ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างของแต่ละคนเพียงอย่างเดียวนั้น เราจะไม่สามารถทราบถึงศักยภาพของคนๆหนึ่งได้ หรือทราบได้ว่าบุคคลนั้นจะมีศักยภาพสูงกว่าคนอื่นๆหรือไม่ เราจะไม่รู้ว่าบุคคลหนึ่งจะมีความสามารถในด้านของการคิดวิเคราะห์แยกแยะ จัดสรรระบบ อย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นหลักการ  หรือ จะมีความสามารถในการคิดแบบความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และจดจำ เข้าถึงเรื่องต่างๆ ด้วยภาพหรือมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว หรือว่าบุคคลนั้นอาจจะมีความสามารถทั้งสองด้าน

เราจะสามารถทราบถึงศักยภาพของบุคคลว่ามีของดีหรือไม่ต่อการกระทำเรื่องหนึ่งๆ เราจะรับรู้ได้จาก 3 ประเด็นนี้ คือ  ความรู้ ทักษะ และ ทัศนคติ โดยการใช้หลักทั้งสามมาเป็นตัววัดต่อเรื่องนั้นๆ เช่น หากบุคคลที่มีทักษะในการสร้างสรรค์รายการทีวี มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับกระบวนการ การผลิต การขาย หรือความรู้เกี่ยวกับความต้องการของผู้ชม และแน่นอนว่าถ้าเขาคนนี้มีทัศนคติที่ดีต่อวงการโทรทัศน์ ต่อรายการทีวี เขาจะสามารถสร้างสรรค์รายการทีวีที่ดีรายการหนึ่งออกมาได้หรือทำให้บริษัทที่ผลิตรายการทีวีที่เขาอยู่เจริญเติบโตได้ เป็นต้น 

           การที่เราจะรู้ว่าคนๆหนึ่งจะมีทักษะ ความรู้ มากหรือน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องอาศัยเวลา เพื่อให้เขาได้แสดงออกมาเมื่อโอกาสมาถึง แต่สิ่งที่เราจะทราบได้ทันทีจากการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือ ทัศนคติ ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้บุคคลหนึ่งทำสิ่งที่สนใจได้ และจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จของการกระทำ หากบุคคลใดที่มีทัศนคติที่ดีต่อเรื่องที่ทำอยู่ บุคคลนั้นจะกระทำและสร้างสรรค์สิ่งนั้นจนประสบความสำเร็จ ถึงแม้จุดเริ่มของเขาจะไม่มีความรู้ หรือ ทักษะใดๆ เลย ทัศนคติจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการฝึกฝนทักษะและการหาความรู้เพิ่มเติมได้ในภายหลัง




ถ้าเช่นนั้นเราน่าจะลองเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีทัศนคติที่ดี เพราะประเด็นเรื่อง ทักษะและความรู้ จำเป็นต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ดั่งตัวอย่างที่เป็นคำกล่าวของคนรุ่นเก่าที่ว่า  จะหาผัวหาเมียไม่จำเป็นต้องหาคนรวยหรอกแต่ให้หาคนที่มีความขยันก็พอ เป็นการแสดงทัศนคติต่อการใช้ชีวิตคู่ว่า หญิงหรือชายคนใดที่มีความเห็นต่อการใช้ชีวิตว่าจะต้องดำเนินไปด้วยความขยันมั่นเพียร เมื่อผู้นั้นเห็นว่าความขยันเป็นสิ่งดีจะผลักดันให้คนผู้นั้นดำรงชีวิตอยู่ด้วยความขยัน ซึ่งจะนำมาพาความสำเร็จความเจริญรุ่งเรืองมาให้

และถ้าเราจะหาบุคคลที่จะมาช่วยเหลือเรา ให้หาคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อการทำความดี ต่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นมิตรสหาย  ต่อการอาศัยพลังของทีมและการร่วมงานกันทำ เพราะคนๆนั้นจะผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในทิศทางที่ดีได้

การลงมือกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราอาจมองด้วยมุมมองทางการเงิน ในเรื่องการใช้เวลาที่เรามีอยู่จำกัดให้สามารถสร้างผลตอบแทนในจำนวนเงินที่เราคาดหวัง และมุมมองของเรื่องครอบครัวว่า เราจะมีเวลาให้เราสามารถทำกิจกรรมหรืออยู่ร่วมกับครอบครัวได้ในจุดที่สมควรหรือไม่ หากเราจะลงมือกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ มุมมองหนึ่งที่น่าจะลองมองนอกจากที่กล่าวไปข้างต้น คือ มุมมองในการมองตัวเอง เราลองกลับมามองตัวตนของเราว่า เรามีความสามารถทักษะ ความรู้ที่เรามีต่อเรื่องๆนั้นมากเพียงพอแล้วหรือยัง รวมไปถึงโอกาสที่เรามองเห็นและสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ของสิ่งที่เราจะไปทำ และที่สำคัญ เราได้ถามคำนี้กับตัวเองหรือยัง  “เรามีทัศนคติอย่างไรต่อเรื่องที่เราลงมือกระทำ” 

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อีกทางเลือกหนึ่งของความสำเร็จ (ตอนที่ 2 )


            เราลองมาดูตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่อง “ความรัก” กันบ้าง หากเราต้องการให้ชีวิตคู่ของเราประสบสุขพร้อมกันทั้งสองฝ่าย เราก็จำเป็นต้องใช้เวลา  “สั่งสมการใช้ชีวิตร่วมกัน” ให้มากขึ้นจนถึงจุดที่เข้าใจกันและความขัดแย้งต่างๆจะน้อยลง จะเห็นได้ว่าคู่รักที่มีอายุแล้วจะไม่ค่อยมีปัญหาขัดแย้งกันมากนักมีแค่เล็กๆน้อยๆ ไม่นานจะจบลง มองไปทีไรจะเห็นแต่ว่าคู่ตายายคู่นี้มีแต่ความสุข แต่ถ้าหากลองเปรียบเทียบกับคู่หนุ่มสาวส่วนใหญ่จะพบว่ามีปัญหาขัดแย้งกันมาก ถึงขนาดทำร้ายร่างกายกลายเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ นั่นเพราะยังใช้เวลาอยู่ด้วยกันน้อย พื้นฐานของแต่ละคนมาจากคนละที่ นำมาซึ่งความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนกัน และยิ่งต่างคนต่างมีการงานที่ดี ซึ่งหมายถึงต้องรับผิดชอบงานมากกว่าคนปกติ ทำให้ต้องใช้เวลากับงานมากกว่าชีวิตคู่ เจอกันแค่ก่อนนอน หรือถ้าหากไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แทบจะไม่ได้คุยกันหรือแม้แต่ส่งข้อความหากัน  ทำให้เกิดความไม่ราบรื่นต่อการใช้ชีวิตได้

            แน่นอนว่าหากพูดถึงความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะนึกความสำเร็จในด้านของหน้าที่การงาน ธุรกิจหรือการหาเงิน การนำหลักแนวคิดเรื่องการสะสมมาใช้จะเป็นการมองว่า การทำงานหรือการหาเงินให้ประสบความสำเร็จเกิดจาการสะสมปัจจัย 3 อย่าง  คือ  เวลา ประสบการณ์ และ การเรียนรู้ ความสำเร็จของแต่ละสิ่งจะมีจุดอิ่มตัวจากการเติบเต็มของปัจจัยทั้ง 3 เช่น ถ้าหากเราให้คะแนนความสำเร็จการทำงานเป็น 100 เราอาจประสบความสำเร็จด้วยทางต่างๆ ดังนี้

1.เราเป็นผู้สามารถเรียนรู้เร็ว เรียนรู้จากการศึกษาได้มากเป็น 70 บวกประสบการณ์การทำงานไป 30 จึงจะสำเร็จในงานนั้น
2.เราสามารถเรียนรู้ได้ปานกลาง 50 บวกประสบการณ์การทำงานไป 50 จึงสำเร็จในงานนั้น
3.เรียนรู้ได้น้อย 20 บวกประสบการณ์ 80 จึงสำเร็จงานนั้นเช่นกัน

ตัวเลขที่หนักไปทางทิศทางใดเราจะใช้เวลากับสิ่งนั้นเยอะเช่นในกรณีแรก เราจะใช้เวลาในห้องเรียนหรือในมหาวิทยาลัยมากกว่าการทำงานจริง อาจได้เรียนไปถึง ป.โท หรือ ป.เอก เมื่อออกมาทำงานได้ไม่นานก็ประสบความสำเร็จ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขสมมุติเพื่อให้เราได้เห็นภาพเท่านั้น ตัวอย่างเหตุการณ์ทั้ง 3 ที่กล่าวไป คุณอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของตัวเลขเหล่านี้ก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยความสามรถของแต่ละบุคคล




แต่ในชีวิตจริงเราไม่สามารถจำแนกในลักษณะนี้ออกมาเป็นตัวเลขหรือปริมาณที่วัดได้แน่นอนว่า การจะประสบความสำเร็จของเราแต่ละคนจะใช้ปัจจัยแต่ละอย่างไรเท่าไหร่เราไม่มีทางรู้ ว่าคะแนนเต็มของความสำเร็จของแต่ละเรื่องอยู่ที่เท่าไหร่ และจะต้องเรียนรู้อีกแค่ไหน เราได้ลงมือปฏิบัติไปปริมาณเท่าไหร่ หรือหากเราลงมือกระทำไปแล้วเหลืออีกเท่าไหร่จึงจะได้ความสำเร็จมาครอง จึงได้ข้อสรุปของสิ่งที่ต้องทำ นั่นก็คือ เรายังต้องสะสมประสบการณ์ การเรียนรู้ คิดและทำอยู่ตลอด ตราบที่เรายังหายใจโดยไม่ปล่อยให้เวลามาใช้เป็นตัวตัดสินว่าเราจะทำสำเร็จไหม แม้เราใช้เวลาไม่เท่ากับผู้อื่น ในบางครั้งสิ่งที่เราทำอาจใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้สิ่งที่หวัง และในบางครั้งเราอาจใช้เวลานานกว่ากว่าคนอื่นๆ

สิ่งสำคัญ คือ อย่าให้จุดหมายของความสำเร็จมาเร่งเร้าให้เราอยากได้มาอย่างรวดเร็ว จนทำให้เราหาวิธีลัด ทางลัดที่ไม่สมควร หรือทำให้เราต้องเลิกการเดินทางนั้น เพราะคิดว่าตนเองได้ลงมือกระทำมานานแล้วยังไม่ถึงเป้าหมายซักที เราคงไม่มีความสำเร็จในสิ่งที่ทำเป็นแน่ อย่างที่บอกไม่มีใครรู้จุดสิ้นสุดของความสำเร็จของแต่ละเรื่อง และไม่มีทางที่คุณจะรู้ว่าต้องสะสมในเรื่องที่ทำมากเท่าไหร่จึงจะนำไปสู่ความสุขที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ หากเราอยากได้อะไรก็ทำเรื่องนั้นๆ ซ้ำทุกวัน ด้วยความมุ่งมั่น ความพยายาม ความมีวินัย และความอดทน คำว่าอดทนนี้หมายความว่า “อดในสิ่งที่ชอบ ทนในสิ่งที่ชัง” ถ้าคุณไม่มีสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ชังแล้ว คุณจะไม่ต้องใช้ความอดทนอีกต่อไป

แนวคิดที่กล่าวมาน่าจะทำให้คุณมุ่งไปสู่เป้าหมายที่เป็นจุดสูงสุดที่วางไว้ได้ ลองนำไปประยุกต์ใช้ดูแล้วกันนะครับ

ทิ้งท้ายกันซักหน่อย

อยากเป็นจิตรกร แต่เพิ่งเริ่มวาดได้แค่เส้นตรง แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเป็นนักดนตรีที่โด่งดัง แต่เพิ่งเริ่มตั้งสายกีตาร์ แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีฐานะดี แต่เพิ่งเริ่มลงทุน แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากจะมีคู่ที่ดี แต่เพิ่งได้เบอร์โทร แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเรียนเก่ง แต่ไม่ทบทวนไม่เรียนรู้เพิ่ม แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีการงานดี แต่ไม่รับผิดชอบเพิ่ม แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีชีวิตที่ดี แต่ทำเพียงนิดเดียว แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเป็นที่รักใคร่ แต่ไม่เคยรักใคร แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แต่ไม่รับมุมมองใหม่ แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีเงินก้อนโต แต่ไม่ประหยัดตั้งแต่วันนี้ แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่ แต่เพิ่งจะเริ่มทำเท่านั้น แล้วอยากจะสำเร็จ. ....................

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อีกทางเลือกหนึ่งของความสำเร็จ (ตอนที่ 1 )


            ความสำเร็จของเป้าหมายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใด หากกล่าวถึงเป้าหมายคงไม่มีใครที่คิดหรือลงมือกระทำสิ่งใดแล้วอยากให้มันไม่สำเร็จหรือคาดเคลื่อนไหลออกนอกเส้นทางไป เมื่อเราตั้งเป้าหมายไม่ว่าจะคิดวิธีการใดออกมา ไม่ว่าแผนการนั้นจะมีความซับซ้อนมากหรือน้อย จะต้องใช้เวลายาวนานหรือเพียงน้อยนิด เราสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกหนึ่งก่อนที่จะลงมือกระทำ ขณะที่อยู่ในความคิด รับรู้ได้ถึงความรู้สึก ความรู้สึกนี้จะมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ลงมือกระทำตามแผนการที่วางไว้ แม้จะมีปัญหาอุปสรรค ซึ่งทำให้ได้รับความรู้สึกที่ตรงข้าม เราก็มุ่งมั่นที่จะลงมือกระทำตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงปลายทางแห่งความสำเร็จ เราคาดว่าจะได้รับความรู้สึกนั้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปริมาณที่รับได้ตั้งแต่เริ่มตั้งเป้าหมาย เราทุกคนมีความเข้าใจเหมือนกันในความรู้สึกนี้ โดยเรียกเหมารวมความรู้สึกที่ว่า.......................................... “ความสุข”

            เราจะมาพูดถึงวิธีการหนึ่งของการทำเป้าหมายให้ประสบการณ์สำเร็จ เนื่องจากความสำเร็จต้องอาศัยองค์ประกอบที่หลากหลาย ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มต้นจนถึงปลายทางของความสำเร็จ มีทั้งปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมและสิ่งที่เป็นรูปธรรม ทั้งกระบวนการ วิธีการ แผนการต่างๆ และในบางครั้งก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งมิตรและศัตรู ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากหลักการหรือแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง แต่เกิดจากการประยุกต์ใช้ทุกแนวคิดต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเดินทางไปยังเป้าหมาย  ถ้าเช่นนั้นเราลองมาดูแนวคิดหนึ่งเพื่อว่าคุณจะสามารถนำไปใช้กับการผจญภัยไปยังเป้าหมายของคุณได้

            แนวคิดที่ว่านั่นก็คือ “การสะสมหรือการสั่งสม”  อธิบายสั้นๆ ได้ว่า ในทุกๆเรื่องราวของความสำเร็จ ต้องอาศัยการสะสมเรื่องนั้นๆ จนถึงจุดสูงสุด จึงจะพบกับปลายทางแห่งความสำเร็จได้ เราลองมาดูสถานการณ์ตัวอย่างกันว่าถ้าเราใช้แนวคิดนี้จะสามารถเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จได้หรือไม่




หากเราต้องการจะมีร่างกายที่แข็งแรง ตามความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ เราต้องกินอาหารที่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพจิตที่จะส่งผลต่อร่างกายให้แข็งแรงหรืออ่อนแอได้ เราทุกคนรู้ถึงวิธีการว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ทำไมถึงมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกิดจากการกินอาหารเข้าไปสะสมจนเกิดโรค เช่น มะเร็ง เป็นต้น นั่นเพราะเราขาดความต่อเนื่องในการดำเนินวิธีการที่ถูกต้อง และถ้าถามว่าทำไมเราถึงไม่สามารถควบคุมการกินอาหารได้ เนื่องจากการที่เราสะสมการกระทำที่เป็นความชอบส่วนตนไว้อยู่เป็นนิจ(กินแต่อาหารที่ชอบอันไม่มีประโยชน์) เมื่อสั่งสมแต่เรื่องที่เราชอบมันก็เป็นการยากที่จะออกไปทำเรื่องที่ไม่ชอบซึ่่งเป็นทางที่ควรทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย(กินอาหารที่ให้ประโยชน์เพื่อสุขภาพให้แข็งแรง) หรือให้เวลาได้คิดไตร่ตรองก่อนลงมือทำ ตัวอย่าง เช่น

            ถ้าเราเป็นคนชอบดื่มเหล้า ดื่มทุกวัน เป็นประจำ ว่างเมื่อไหร่ต้องไปดื่ม ถามว่าจะมีซักช่วงเสี้ยววินาทีก่อนตัดสินใจซื้อเหล้าไหมว่าจะไม่ซื้อ คงจะเป็นไปได้ยากในหมู่นักดื่มเหล้า เพราะเขาได้สะสมความรู้สึก ความสุข ความสนุก ความเพลิดเพลิน ที่ได้จากการดื่มเหล้า คิดถึงการดื่มเหล้าทีไรจะมีแต่ความชอบไม่เคยคิดจะไม่ชอบเลย และไม่เคยหยุดคิดเลยว่าเหล้านั้นจะโทษกับตัวเอง หรือผลเสียอื่นๆตามมา จึงกลายเป็นเรื่องยากที่จะมีสติก่อนที่จะซื้อหรือออกไปดื่ม เพราะความเคยชินที่ทำอยู่ทุกวัน ตามคำโบราณที่ว่า หัดยังไรก็ได้อย่างนั้นแต่ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะเลิก บอกตัวเองทุกวันในขณะที่นั่งดื่ม ขณะไปซื้อ เราจะเริ่มใช้เวลามากขึ้นก่อนตัดสินใจ แม้ในขณะดื่มซึ่งส่งผลให้ดื่มน้อยลง จนในที่สุดที่เราสามารถสะสมกำลังสติของเราอยู่เป็นประจำ นำมาซึ่งการคิดไตร่ตรองถึงเหตุผลที่เป็นประโยชน์ที่แท้จริง มองทะลุถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและจบลงของการดื่มเหล้า มองไกลไปถึงอนาคตของครอบครัวหรือตนเอง จึงทำให้เราสามารถหยุดยั้งการกระทำที่ไม่สมควรได้ด้วยพลังที่มากขึ้นของสติอันเนื่องมาจากการฝึกฝนเป็นประจำ


            พอกล่าวถึงเรื่องนี้ ก็ขอต่อไปอีกหน่อย คุณเคยไหมที่ใจคิดชั่ว ทั้งที่ไม่ได้อยากจะคิดอย่างนั้น แต่มีความคิดแบบนั้นขึ้นมาในหัวของเราและเรารู้ว่าเราคิดผิดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น ความรู้สึกอิจฉาเพื่อนที่ทำงานได้เงินเดือนมากกว่า ทันทีที่เราฟังว่าเพื่อนได้เงินเท่าไหร่เราจะนำไปเปรียบเทียบ เสร็จแล้วจึงเกิดความอิจฉาขึ้นมาทันที แต่เรารู้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันไม่ถูกต้องทำไมเราต้องอิจฉาเพื่อนด้วย คำถาม คือ แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น นั่นเพราะจิตใจของเรามันคอยจะลงต่ำ ลงไปหาสิ่งที่ง่ายกว่า เร็วกว่า ตามสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบไป แต่ถ้าเราคิดว่าเราก็อยู่ในทางที่ถูกตลอด ทำสิ่งที่ดีตลอดแล้วยังเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีก ขอตอบว่า เรายังไปไม่ถึงปลายทางของการคิดดี หากเราไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใจของเรา เราต้องคอยดึงจิตใจของเราขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใช้สติอยู่ตลอดเวลาอย่าให้กระบวนการคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้นและผลักดันไปถึงการกระทำโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้นเราก็ปล่อยไปทันทีไม่ยึดถือไว้ หากเราสะสมการใช้สติเพื่อคิดในทางที่สมควรอยู่เป็นนิจ มันจะกลายเป็นการยากที่เรื่องที่ไม่สมควรจะผุดขึ้นในหัวเราได้ เราทุกคนเป็นนักสะสมอยู่แล้วอยู่ที่ว่าเราจะสั่งสมทางถูกต้องหรือทางที่ไม่ควรกระทำก็ได้