วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ภาคต่อแห่งความสำเร็จ (ตอนที่ 2)


เมื่อเราลงมือกระทำเรื่องใดแล้ว เราจะพบกับสิ่งขัดขวาง ทำให้เกิดรู้สึกไม่ชอบ  ไม่อยากเจอ พยายามหลีกหนี ไปหาที่ที่คาดว่าจะไม่เจอมันอีก ในบางครั้งเราต้องจมอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้นานหลายวัน หรือเราอาจจะเจอมันในทุกๆวัน  เมื่อเรื่องนี้จบลง ก็มีเรื่องใหม่เกิดขึ้นมา คอยดักทางแทนที่ของเก่า เราใช้ประสบการณ์ของเราในการจัดการมัน วางแผน ควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้วเกิดซ้ำอีก และในบางครั้งมันอาจรุนแรงมากเสียจนทำให้เราเลิกทำสิ่งที่ทำอยู่ ไปกระทำสิ่งใหม่โดยหวังว่าจะไม่มี “ปัญหา” อีกในการทำสิ่งใหม่ๆ

            ปัญหามีอยู่ในทุกอณูของโลกใบนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในพื้นที่ไหน ทำงานประเภทใด ซึ่งแต่ละงานจะใช้ความสามารถที่แตกต่างกัน ความรู้ที่ต่างสาขากัน แต่เราจะต้องเจอกับปัญหา เราไม่อาจหลีกหนีได้ แม้ว่าเราจะไม่ชอบมันก็ตาม นั่นคือ ความเป็นจริง เรื่องทุกเรื่องที่เราทำ เรื่องที่เราอาจมองเห็นว่าดี มีอนาคต มีความสุขสบาย สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงเท่านั้นเพราะแท้จริงของเนื้อในสิ่งๆหนึ่งจะมีปัญหาซ่อน รวมไปถึงการใช้ชีวิต การดำเนินชีวิตคู่ หรืออยู่แบบคนโสด อยู่แบบครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวเดี่ยว อยู่คอนโดสูงหรือกระท่อมหลังเล็ก กินอาหารที่คัดสรรซึ่งถูกสร้างมูลค่าจนสูงสุดในห้องอาหารเลิศหรูหรือกินอาหารข้างถนนที่สุดแสนธรรมดาและเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันรถ ขณะทำงานอย่างเคร่งเครียด แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายหรือขณะที่ยังพักผ่อนสบายอยู่ริมทะเล อยู่ในฐานะเจ้าของกิจการหรือในฐานะลูกจ้าง เป็นผู้รับสิ่งบันเทิงหรือสร้างสรรค์มันขึ้น เป็นศิลปินหรือเป็นแฟนคลับ เป็นซุปเปอร์สตาร์หรือแค่ทำตามไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจ ที่กล่าวถึงมาก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่มากพอ กับคำว่าที่ในทุกๆ จุดที่เรากระทำหรือจุดที่เราอยู่ นั้นมี “ปัญหา” รออยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน




            ถ้าหากเรามีทัศนคติที่ดีต่อเรื่องปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดๆ เราก็จะสามารถที่จะแก้ไขมันได้ แม้ทางออกของปัญหาจะดูเหมือนไม่มีความเป็นไปได้ มีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้เวลายาวนานในการทำความเข้าใจ เกิดคำว่ายากภายในจิตใจ ภายในความคิดของเรา ทำให้เกิดการยกระดับปัญหากลายเป็นเรื่องที่ดูยิ่งใหญ่ในการแก้ไขหาทางออก แต่ถ้าเรายอมรับว่าปัญหาเกิดขึ้นทุกที่ในที่เราไป อยู่ในทุกอย่างที่เรากระทำ ซ่อนอยู่ในความคาดหวัง ปะปนอยู่ในความสำเร็จอาศัยอยู่ในธรรมชาติของการได้มา เป็นส่วนหนึ่งของโลก เราก็จะสามารถขจัดมันออกได้โดยไม่มีความกังวล ไม่รู้สึกถึงความเป็นศัตรู จะรู้สึกว่ามันคือ มิตรแท้ เมื่อไปที่ไหนทำอะไรก็เจอ และหากเรายอมรับจะทำให้เราเห็นทางเลือกมากมายนับไม่ถ้วน นำมาสู่ทางออกทุกทาง แม้จะมองว่าเป็นไปไม่ได้ ทำให้เรามองแต่เพียงจุดหมาย เหมือนกับเรื่องของ  ไคล์ แมคโดนัลด์ ในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งถูกกล่าวในหนังสือ น่าจะรู้อย่างนี้ ตั้งแต่ตอนอายุ 20 ว่าเขาสามารถสร้างคุณค่าจากคลิปหนีบกระดาษสีแดง โดยการแลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้บ้านมาหนึ่งหลัง การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องที่ยาก คือ การรับปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้และทำความเข้าใจมันให้ละเอียดท่องแท้

            ปัญหาของการทำได้หรือไม่ได้ก็จะหมดไป การทำได้นั้นขึ้นอยู่ที่ความสนใจต่อเรื่องๆหนึ่ง ซึ่งแหล่งพลังงานของความสนใจนั้นมาจาก “ทัศนคติ”เช่นเดียวกัน เพราะทัศนคติ คือ ความเห็นหรือมุมมอง ที่มองต่อเรื่องนั้นๆ แสดงออกถึงความชอบ ไม่ชอบ อันนำมาสู่ความอยากหรือไม่อยากที่จะลงมือกระทำ ถ้าเราชอบเราก็อยากจะลงมือกระทำ ถ้าไม่ชอบเราก็ไม่อยากจะลงมือกระทำหรืออาจลงมือกระทำแต่เป็นการกระทำเพื่อหลีกหนี ทัศนคติเป็นตัวเริ่มต้นทั้งหมด หากเรามีทัศนคติที่ดีต่อต่อเรื่องต่างๆ ทั้งการลงมือสร้างสรรค์หรือกระทำบางอย่าง หรือ การรับปัญหา การแก้ปัญหาต่างๆ จะอยู่ในทิศทางที่เราสามารถกระทำได้เสมอ


อย่างที่กล่าวไปทั้งหมดหากเราใช้ทัศนคติที่ดีเป็นตัวเริ่มต้นให้เราลงมือกระทำต่อเรื่องๆ หนึ่ง จะนำมาสู่ความสำเร็จต่อเรื่องนั้นๆ ได้ เพราะความมุ่งมั่น ความพยายาม อันเกิดจากทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่เราลงมือกระทำ ซึ่งจะผลักดันให้เราแก้ปัญหาของสิ่งที่ดูจะเป็นไม่ได้หรือไม่มีทางออกให้แตกกระจายหงายหลังกลับไป และถึงจะมีอุปสรรค์กองโตที่จะวิ่งเข้าหาเราอย่างต่อเนื่อง เราก็จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นได้อย่างไม่สิ้นสุดเช่นกัน

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ภาคต่อแห่งความสำเร็จ (ตอนที่ 1)


            การที่เรามองภายนอกของเพื่อนมนุษย์แต่ละคนด้วยตาเปล่า จะประกอบสร้างความเข้าใจรูปลักษณ์ บุคลิกลักษณะภายนอกส่งผ่านมายังภายในจิตใจของเรา ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างของแต่ละคนเพียงอย่างเดียวนั้น เราจะไม่สามารถทราบถึงศักยภาพของคนๆหนึ่งได้ หรือทราบได้ว่าบุคคลนั้นจะมีศักยภาพสูงกว่าคนอื่นๆหรือไม่ เราจะไม่รู้ว่าบุคคลหนึ่งจะมีความสามารถในด้านของการคิดวิเคราะห์แยกแยะ จัดสรรระบบ อย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นหลักการ  หรือ จะมีความสามารถในการคิดแบบความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และจดจำ เข้าถึงเรื่องต่างๆ ด้วยภาพหรือมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว หรือว่าบุคคลนั้นอาจจะมีความสามารถทั้งสองด้าน

เราจะสามารถทราบถึงศักยภาพของบุคคลว่ามีของดีหรือไม่ต่อการกระทำเรื่องหนึ่งๆ เราจะรับรู้ได้จาก 3 ประเด็นนี้ คือ  ความรู้ ทักษะ และ ทัศนคติ โดยการใช้หลักทั้งสามมาเป็นตัววัดต่อเรื่องนั้นๆ เช่น หากบุคคลที่มีทักษะในการสร้างสรรค์รายการทีวี มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับกระบวนการ การผลิต การขาย หรือความรู้เกี่ยวกับความต้องการของผู้ชม และแน่นอนว่าถ้าเขาคนนี้มีทัศนคติที่ดีต่อวงการโทรทัศน์ ต่อรายการทีวี เขาจะสามารถสร้างสรรค์รายการทีวีที่ดีรายการหนึ่งออกมาได้หรือทำให้บริษัทที่ผลิตรายการทีวีที่เขาอยู่เจริญเติบโตได้ เป็นต้น 

           การที่เราจะรู้ว่าคนๆหนึ่งจะมีทักษะ ความรู้ มากหรือน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องอาศัยเวลา เพื่อให้เขาได้แสดงออกมาเมื่อโอกาสมาถึง แต่สิ่งที่เราจะทราบได้ทันทีจากการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือ ทัศนคติ ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้บุคคลหนึ่งทำสิ่งที่สนใจได้ และจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จของการกระทำ หากบุคคลใดที่มีทัศนคติที่ดีต่อเรื่องที่ทำอยู่ บุคคลนั้นจะกระทำและสร้างสรรค์สิ่งนั้นจนประสบความสำเร็จ ถึงแม้จุดเริ่มของเขาจะไม่มีความรู้ หรือ ทักษะใดๆ เลย ทัศนคติจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการฝึกฝนทักษะและการหาความรู้เพิ่มเติมได้ในภายหลัง




ถ้าเช่นนั้นเราน่าจะลองเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีทัศนคติที่ดี เพราะประเด็นเรื่อง ทักษะและความรู้ จำเป็นต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ดั่งตัวอย่างที่เป็นคำกล่าวของคนรุ่นเก่าที่ว่า  จะหาผัวหาเมียไม่จำเป็นต้องหาคนรวยหรอกแต่ให้หาคนที่มีความขยันก็พอ เป็นการแสดงทัศนคติต่อการใช้ชีวิตคู่ว่า หญิงหรือชายคนใดที่มีความเห็นต่อการใช้ชีวิตว่าจะต้องดำเนินไปด้วยความขยันมั่นเพียร เมื่อผู้นั้นเห็นว่าความขยันเป็นสิ่งดีจะผลักดันให้คนผู้นั้นดำรงชีวิตอยู่ด้วยความขยัน ซึ่งจะนำมาพาความสำเร็จความเจริญรุ่งเรืองมาให้

และถ้าเราจะหาบุคคลที่จะมาช่วยเหลือเรา ให้หาคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อการทำความดี ต่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นมิตรสหาย  ต่อการอาศัยพลังของทีมและการร่วมงานกันทำ เพราะคนๆนั้นจะผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในทิศทางที่ดีได้

การลงมือกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราอาจมองด้วยมุมมองทางการเงิน ในเรื่องการใช้เวลาที่เรามีอยู่จำกัดให้สามารถสร้างผลตอบแทนในจำนวนเงินที่เราคาดหวัง และมุมมองของเรื่องครอบครัวว่า เราจะมีเวลาให้เราสามารถทำกิจกรรมหรืออยู่ร่วมกับครอบครัวได้ในจุดที่สมควรหรือไม่ หากเราจะลงมือกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ มุมมองหนึ่งที่น่าจะลองมองนอกจากที่กล่าวไปข้างต้น คือ มุมมองในการมองตัวเอง เราลองกลับมามองตัวตนของเราว่า เรามีความสามารถทักษะ ความรู้ที่เรามีต่อเรื่องๆนั้นมากเพียงพอแล้วหรือยัง รวมไปถึงโอกาสที่เรามองเห็นและสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ของสิ่งที่เราจะไปทำ และที่สำคัญ เราได้ถามคำนี้กับตัวเองหรือยัง  “เรามีทัศนคติอย่างไรต่อเรื่องที่เราลงมือกระทำ” 

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มุมหนึ่งที่ต้องเจอ (ตอนที่ 2)


แล้วการรอคอยคืออะไรหละ การรอคอย คือ สถานการณ์ที่เราเป็นผู้รอรับกับเหตุการณ์บางอย่างให้มากระทำต่อเรา และเมื่อเหตุการณ์นั้นมาถึงการรอคอยก็จะสิ้นสุดลง ก่อนการรอคอยจะเริ่มขึ้นมีจุดเริ่มมาจาก ความปรารถนาจะได้บางอย่างด้วยสภาพแวดล้อมที่ยังมาไม่ถึงหรือสถานการณ์จำเป็นที่ไม่อาจหลีกหนีได้กลายมาเป็นจุดหมายที่เราต้องทำ เช่น อยากจะเห็นพระอาทิตย์ตกดินที่ทะเล กับ เจ้านายสั่งให้ไปพบเจอลูกค้า เป็นต้น ทำให้ต้องตัดสินใจในทางเลือกของเราว่าจะรอคอยหรือไม่ ในกรณีที่เรามีโอกาสในการตัดสินใจเลือก สามารถควบคุมการตัดสินใจได้ เราควรพิจารณาผลลัพธ์ของการรอคอยให้ถี่ถ้วน และใช้ความเด็ดขาดและมุมมองในระยะยาวอยู่ร่วมเข้าไปในการตัดสินใจ รวมไปถึงการยอมรับต่อผลการตัดสินใจของตนเอง แต่ถ้าอยู่ในกรณีที่เราไม่ได้มีโอกาสในการตัดสินใจอยู่ในสถานะที่ต้องทำ ก็ควรจะปล่อยความเป็นมาที่นำเราไปสู่ความเป็นไปข้างหน้า ให้มันเป็นไปอย่างที่มันเป็น

กล่าวง่ายๆ คือ เราจะอยู่ในสถานะเป็นผู้กำหนดการรอคอยขึ้นหรืออยู่ในสถานะที่ไม่ได้เป็นผู้กำหนดการรอคอยขึ้นก็ได้ เช่น เรารอเพื่อนที่กำลังเดินทางมาหาเนื่องจากเพื่อนเป็นคนนัดให้เราไปรอ หรือในสถานการณ์กลับกันเรารออยู่แต่เราเป็นคนเริ่มนัดว่าจะไปรอ ณ ที่ตรงนั้น เป็นต้น สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนำมาสู่การรอคอย เราต้องเจอกับการรอคอยอยู่ตลอดเวลาในช่วงชีวิตของเรา แต่อาจแตกต่างกันไปตาม สภาพแวดล้อม จุดหมาย สิ่งขัดขวางให้การรอคอยล้มเหลวและระยะเวลาในการรอคอย 

การรอคอยมีเรื่องของเวลาและสภาพแวดล้อมมาเป็นปัจจัยให้ถึงจุดสิ้นสุดหรือเป็นปัจจัยให้การรอคอยไปไม่ถึงเป้าหมาย และยังนำมาใช้กำหนดขอบเขตของการรอคอยอีกด้วย เช่น เรากำหนดว่าจะรอเพื่อน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะกลับบ้านหรือถ้าในระหว่างหนึ่งชั่วโมงที่รออยู่นี้ แม่โทรมาให้กลับไปช่วยธุรกิจที่บ้านก็จะกลับทันที เป็นต้น ในบางครั้งขอบเขตของเวลาการรอคอยอาจยาวนาน เช่น ในการรอคอยเพื่อให้ ความคิด แนวทางหรือสิ่งของทางกายภาพต่างๆ ที่เราสร้างสรรค์ให้กับโลกได้รับการตอบรับซึ่งจะมาจากความลงตัวของสภาพล้อมที่สอดรับกับเรื่องที่เราทำ เช่น แนวคิดปรัชญาในสมัยก่อน ผู้ที่เป็นนักคิด(อริสโตเติลเป็นต้น) ที่คิดแนวทาง ปรัชญาของมนุษย์ขึ้นมาแต่ไม่ได้ถูกตอบรับจากคนยุคนั้น เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายมามีบทบาทในสมัยนี้ เป็นพื้นฐานของสาขาวิชา ถึงแม้แนวคิดที่เป็นตัวจุดเริ่มต้นจะถูกหักล้างด้วยแนวคิดใหม่แต่แนวคิดนั้นก็ยังไม่ได้ตายจากโลกนี้ไป และด้วยแนวคิดของเขาที่เป็นพื้นฐานทำให้เกิด แนวคิดใหม่ๆที่แตกต่างออกมาให้เราได้ศึกษา จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของการรอคอยต้องมีสภาพแวดล้อมที่สอดรับซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะเห็นผล




            เมื่อการรอคอยได้เริ่มต้นขึ้น แน่นอนว่าถ้าหากเรายังไม่เข้าใจสัจธรรมของการรอคอย จะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น อันมาจากแนวคิดที่มีมุมองเพียงมุมเดียว คือ เราจะมองไปที่ผลลัพธ์ของการรอคอยและคาดหวังว่าจะต้องสมหวังกับผลลัพธ์นี้เท่านั้น ทำให้เกิดอาการต่างๆ รวมไปถึงความรู้สึกที่อยู่ภายใน เช่น ความกังวล เป็นต้น  ถ้าเราทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ของความเป็นจริงในการรอคอยอย่างการมองไปที่ผลลัพธ์ ว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีอยู่ 2 ทาง คือ ทางที่สมหวังนำมาสู่ความสำเร็จ ความสะใจ ความภาคภูมิใจ กับทางที่ผิดหวังดึงเราไปสู่ความท้อถอย ความเหน็ดเหนื่อย ความเบื่อหน่าย เราต้องรับความเป็นจริงข้อนี้ แน่นอนว่าทุกคนชอบความสมหวังมากกว่าความผิดหวัง   แต่ด้านความผิดหวังนี้ได้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี สร้างความเข้าใจในความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงและสิ่งที่เราไม่มีทางรู้คือ เราไม่สามารถรู้อนาคต ไม่รู้หรอกว่าเมื่อไปถึงจุดสิ้นสุดของการรอคอยแล้ว จะเกิดผลดีหรือร้ายอันใด  เมื่อเป็นเช่นนั้นเราควรหรือไม่ที่จะเป็นผู้ผิดหวังที่ไม่ยอมรับความจริงแล้วทำบางอย่างออกไป 

           ซึ่งผู้ผิดหวังจากการรอคอยจะทำให้ตัวเองไม่ตกอยู่ในสภาวะนั้น ทำทุกอย่างเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น เช่น คนที่เกลียดการรอคอย ผิดหวังจากการรอคอย หากนัดพบเจอกับเพื่อนจะนัดให้เพื่อนออกมาก่อนเวลาเพื่อมารอตนเอง คือ ให้เพื่อนถึงก่อน พอตนเองไปถึงก็ไม่ต้องรอ หรือ โกหกว่าตนเองถึงแล้วขณะเดินทางยังไม่ถึงเพื่อให้อีกฝ่ายเร่งรีบมารอตนเองให้ได้ เป็นต้น เห็นได้ว่าการไม่ยอมรับความจริงนำไปสู่หนทางของความเลวร้ายได้


ในขณะที่เรากำลังดำเนินอยู่กับการรอคอยไม่ว่าจะมีอุปสรรค มีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงใดๆ ทำให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคนั้นแล้วยังคงอยู่ในเป้าหมายเดิม หรือ ต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้งว่ายังคงจะรอคอยต่อไปหรือไม่  เราอาจเกิดคำถามว่าเราจะอยู่ในทิศทางใดเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนาเราจะเลือกไปให้ถึงเร็วที่สุดหรือไปอย่างช้าๆ แต่มีสองสิ่งที่เป็นความจริงและอยู่คู่กับเรื่องการรอคอยเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงมือกระทำ คือ การสร้างสรรค์ใช้เวลานานกว่าการทำลายล้าง และการทำชั่วสามารถกระทำได้ง่ายกว่าการทำความดี”  เช่น การเลี้ยงมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมานั้นแสนยากลำบาก กว่ามนุษย์คนหนึ่งจะเข้าใจโลก มีความรู้ ความคิด สามารถดูแลตัวเองและตั้งอยู่ในความดี มีความเสียสละ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ แต่การฆ่าไม่ว่าจะด้วยอาวุธหรือเทคนิคต่างๆ นั้นกลับง่ายดาย แค่เสี้ยววินาทีเดียวที่กระพริบตา ชีวิตก็ดับหายมลายไปจากโลกนี้ไป เราจะเลือกอยู่ในทิศทางของการรอคอยในแบบการสร้างสรรค์และการทำความดีถึงแม้จะใช้เวลาที่ยาวนานกว่าแต่เรายังมีสติของผู้ที่เป็นมนุษย์ หรือ เลือกทำตามทิศทางที่ง่ายกว่า ใช้เวลาน้อยกว่าแต่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณวิ่งตามตัณหาอย่างไม่มีสิ้นสุด...........

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มุมหนึ่งที่ต้องเจอ (ตอนที่ 1)


            ถ้าคุณมีจุดหมายที่จะไปให้ถึงแต่อยู่ในสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึก กระวนกระวาย  ร้อนลุ่ม อยู่นิ่งกับที่ไม่ได้จนต้องแสดงอากัปกริยาทางกาย ทั้งจิ้ปาก ทำคิ้วชน หายใจรุนแรง นั่งเขย่าเท้า ใช้มือกระทบสิ่งของหรือร่างกายด้วยจังหวะที่เร็วกว่าเพลงแดนซ์ เกร็งตามอวัยวะ ถอนหายใจดังๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมือนกับอยู่ในโพรงใต้ดินที่มืดสนิทขยับตัวไม่ได้ ไม่สบอารมณ์กับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาทางสัมผัส กระสับกระส่าย อึดอัดใจ คุณกำลังลุ้น จดจ่อ วกวนกับเรื่องนี้อย่างไม่หยุดหย่อน หากอยู่ร่วมกับใครในสถานการณ์นี้คุณอาจจะพูดไม่หยุดเพื่อลดความตรึงเครียด เบี่ยงความสนใจของตัวเอง หรือ คุณอาจไม่พูดถ้อยคำใดๆกับคนที่อยู่ใกล้ตัวคุณเลย คุณปล่อยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นทับถมอยู่ภายในจนสูงดั่งตึกระฟ้า หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เรียกว่าคุณอยู่ในสภาวการณ์ของ “การรอคอย”



            สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นการรอคอยในแบบระยะสั้น ใช้เวลาไม่นานการรอคอยก็จะจบลง เช่น เป็นสถานการณ์ของการนัดพบเพื่อเจรจาทางธุรกิจแต่เจอกับปัญหารถติด เป็นต้น แต่ผลที่ตามมาของเรื่องในลักษณะนี้มันอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ อาจทำให้เราตกงานหรือขาดรายได้ ทำให้เราผิดคำพูดคำสัญญาที่ให้ไว้ กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีระเบียบวินัย นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการรอคอยอีกอย่างหนึ่ง คือ การรอคอยในระยะยาว เช่น การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ให้กับโลก ณ วันแรกที่มันออกมา คงเป็นไปได้ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจถึงการใช้ ความซับซ้อน คุณประโยชน์ต่างๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนเริ่มเรียนรู้และเข้าใจมัน เป็นต้น

ไม่ว่าการรอคอยจะอยู่รูปแบบไหนเราจะต้องเจอมันอยู่เสมอ  ถ้าเช่นนั้นเราลองมาหาความเป็นจริงหรือสัจธรรมของการรอคอยว่ามีลักษณะอย่างไร เพื่อให้เราเป็นผู้มีความเข้าใจการรอคอยอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดมุมมองเพียงด้านเดียว เช่น คุณอาจจะคิดว่าเวลาของเรามีค่ามาก เราต้องใช้ทุกวินาทีของช่วงชีวิตนี้ให้คุ้มที่สุด แนวคิดแบบนี้ทำให้คุณกลายเป็นคนรีบเร่ง ร้อนรนตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าการรอคอยนี้ไม่สมหวัง เราจะยิ่งคิดเสียดายกับเวลาที่เสียไป จะเกิดความคิดที่ว่า อุตสาห์รอแต่ผลลัพธ์กลับแย่ รู้อย่างนี้ไม่รอดีกว่าดังนั้นเราลองมาทำความเข้าใจเรื่องสัจธรรมของการรอคอยนี้เพื่อไม่ให้การรอคอยกลายเป็นเรื่องอมทุกข์ส่งผลต่อจิตใจของเรา  เพื่อให้เรื่องที่ทำให้เราเป็นทุกข์น้อยลงไปอีกเรื่องหนึ่ง


วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อีกทางเลือกหนึ่งของความสำเร็จ (ตอนที่ 2 )


            เราลองมาดูตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่อง “ความรัก” กันบ้าง หากเราต้องการให้ชีวิตคู่ของเราประสบสุขพร้อมกันทั้งสองฝ่าย เราก็จำเป็นต้องใช้เวลา  “สั่งสมการใช้ชีวิตร่วมกัน” ให้มากขึ้นจนถึงจุดที่เข้าใจกันและความขัดแย้งต่างๆจะน้อยลง จะเห็นได้ว่าคู่รักที่มีอายุแล้วจะไม่ค่อยมีปัญหาขัดแย้งกันมากนักมีแค่เล็กๆน้อยๆ ไม่นานจะจบลง มองไปทีไรจะเห็นแต่ว่าคู่ตายายคู่นี้มีแต่ความสุข แต่ถ้าหากลองเปรียบเทียบกับคู่หนุ่มสาวส่วนใหญ่จะพบว่ามีปัญหาขัดแย้งกันมาก ถึงขนาดทำร้ายร่างกายกลายเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ นั่นเพราะยังใช้เวลาอยู่ด้วยกันน้อย พื้นฐานของแต่ละคนมาจากคนละที่ นำมาซึ่งความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนกัน และยิ่งต่างคนต่างมีการงานที่ดี ซึ่งหมายถึงต้องรับผิดชอบงานมากกว่าคนปกติ ทำให้ต้องใช้เวลากับงานมากกว่าชีวิตคู่ เจอกันแค่ก่อนนอน หรือถ้าหากไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แทบจะไม่ได้คุยกันหรือแม้แต่ส่งข้อความหากัน  ทำให้เกิดความไม่ราบรื่นต่อการใช้ชีวิตได้

            แน่นอนว่าหากพูดถึงความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะนึกความสำเร็จในด้านของหน้าที่การงาน ธุรกิจหรือการหาเงิน การนำหลักแนวคิดเรื่องการสะสมมาใช้จะเป็นการมองว่า การทำงานหรือการหาเงินให้ประสบความสำเร็จเกิดจาการสะสมปัจจัย 3 อย่าง  คือ  เวลา ประสบการณ์ และ การเรียนรู้ ความสำเร็จของแต่ละสิ่งจะมีจุดอิ่มตัวจากการเติบเต็มของปัจจัยทั้ง 3 เช่น ถ้าหากเราให้คะแนนความสำเร็จการทำงานเป็น 100 เราอาจประสบความสำเร็จด้วยทางต่างๆ ดังนี้

1.เราเป็นผู้สามารถเรียนรู้เร็ว เรียนรู้จากการศึกษาได้มากเป็น 70 บวกประสบการณ์การทำงานไป 30 จึงจะสำเร็จในงานนั้น
2.เราสามารถเรียนรู้ได้ปานกลาง 50 บวกประสบการณ์การทำงานไป 50 จึงสำเร็จในงานนั้น
3.เรียนรู้ได้น้อย 20 บวกประสบการณ์ 80 จึงสำเร็จงานนั้นเช่นกัน

ตัวเลขที่หนักไปทางทิศทางใดเราจะใช้เวลากับสิ่งนั้นเยอะเช่นในกรณีแรก เราจะใช้เวลาในห้องเรียนหรือในมหาวิทยาลัยมากกว่าการทำงานจริง อาจได้เรียนไปถึง ป.โท หรือ ป.เอก เมื่อออกมาทำงานได้ไม่นานก็ประสบความสำเร็จ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขสมมุติเพื่อให้เราได้เห็นภาพเท่านั้น ตัวอย่างเหตุการณ์ทั้ง 3 ที่กล่าวไป คุณอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของตัวเลขเหล่านี้ก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยความสามรถของแต่ละบุคคล




แต่ในชีวิตจริงเราไม่สามารถจำแนกในลักษณะนี้ออกมาเป็นตัวเลขหรือปริมาณที่วัดได้แน่นอนว่า การจะประสบความสำเร็จของเราแต่ละคนจะใช้ปัจจัยแต่ละอย่างไรเท่าไหร่เราไม่มีทางรู้ ว่าคะแนนเต็มของความสำเร็จของแต่ละเรื่องอยู่ที่เท่าไหร่ และจะต้องเรียนรู้อีกแค่ไหน เราได้ลงมือปฏิบัติไปปริมาณเท่าไหร่ หรือหากเราลงมือกระทำไปแล้วเหลืออีกเท่าไหร่จึงจะได้ความสำเร็จมาครอง จึงได้ข้อสรุปของสิ่งที่ต้องทำ นั่นก็คือ เรายังต้องสะสมประสบการณ์ การเรียนรู้ คิดและทำอยู่ตลอด ตราบที่เรายังหายใจโดยไม่ปล่อยให้เวลามาใช้เป็นตัวตัดสินว่าเราจะทำสำเร็จไหม แม้เราใช้เวลาไม่เท่ากับผู้อื่น ในบางครั้งสิ่งที่เราทำอาจใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้สิ่งที่หวัง และในบางครั้งเราอาจใช้เวลานานกว่ากว่าคนอื่นๆ

สิ่งสำคัญ คือ อย่าให้จุดหมายของความสำเร็จมาเร่งเร้าให้เราอยากได้มาอย่างรวดเร็ว จนทำให้เราหาวิธีลัด ทางลัดที่ไม่สมควร หรือทำให้เราต้องเลิกการเดินทางนั้น เพราะคิดว่าตนเองได้ลงมือกระทำมานานแล้วยังไม่ถึงเป้าหมายซักที เราคงไม่มีความสำเร็จในสิ่งที่ทำเป็นแน่ อย่างที่บอกไม่มีใครรู้จุดสิ้นสุดของความสำเร็จของแต่ละเรื่อง และไม่มีทางที่คุณจะรู้ว่าต้องสะสมในเรื่องที่ทำมากเท่าไหร่จึงจะนำไปสู่ความสุขที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ หากเราอยากได้อะไรก็ทำเรื่องนั้นๆ ซ้ำทุกวัน ด้วยความมุ่งมั่น ความพยายาม ความมีวินัย และความอดทน คำว่าอดทนนี้หมายความว่า “อดในสิ่งที่ชอบ ทนในสิ่งที่ชัง” ถ้าคุณไม่มีสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ชังแล้ว คุณจะไม่ต้องใช้ความอดทนอีกต่อไป

แนวคิดที่กล่าวมาน่าจะทำให้คุณมุ่งไปสู่เป้าหมายที่เป็นจุดสูงสุดที่วางไว้ได้ ลองนำไปประยุกต์ใช้ดูแล้วกันนะครับ

ทิ้งท้ายกันซักหน่อย

อยากเป็นจิตรกร แต่เพิ่งเริ่มวาดได้แค่เส้นตรง แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเป็นนักดนตรีที่โด่งดัง แต่เพิ่งเริ่มตั้งสายกีตาร์ แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีฐานะดี แต่เพิ่งเริ่มลงทุน แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากจะมีคู่ที่ดี แต่เพิ่งได้เบอร์โทร แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเรียนเก่ง แต่ไม่ทบทวนไม่เรียนรู้เพิ่ม แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีการงานดี แต่ไม่รับผิดชอบเพิ่ม แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีชีวิตที่ดี แต่ทำเพียงนิดเดียว แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเป็นที่รักใคร่ แต่ไม่เคยรักใคร แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แต่ไม่รับมุมมองใหม่ แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากมีเงินก้อนโต แต่ไม่ประหยัดตั้งแต่วันนี้ แล้วอยากจะสำเร็จ

อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่ แต่เพิ่งจะเริ่มทำเท่านั้น แล้วอยากจะสำเร็จ. ....................

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อีกทางเลือกหนึ่งของความสำเร็จ (ตอนที่ 1 )


            ความสำเร็จของเป้าหมายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใด หากกล่าวถึงเป้าหมายคงไม่มีใครที่คิดหรือลงมือกระทำสิ่งใดแล้วอยากให้มันไม่สำเร็จหรือคาดเคลื่อนไหลออกนอกเส้นทางไป เมื่อเราตั้งเป้าหมายไม่ว่าจะคิดวิธีการใดออกมา ไม่ว่าแผนการนั้นจะมีความซับซ้อนมากหรือน้อย จะต้องใช้เวลายาวนานหรือเพียงน้อยนิด เราสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกหนึ่งก่อนที่จะลงมือกระทำ ขณะที่อยู่ในความคิด รับรู้ได้ถึงความรู้สึก ความรู้สึกนี้จะมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ลงมือกระทำตามแผนการที่วางไว้ แม้จะมีปัญหาอุปสรรค ซึ่งทำให้ได้รับความรู้สึกที่ตรงข้าม เราก็มุ่งมั่นที่จะลงมือกระทำตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงปลายทางแห่งความสำเร็จ เราคาดว่าจะได้รับความรู้สึกนั้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปริมาณที่รับได้ตั้งแต่เริ่มตั้งเป้าหมาย เราทุกคนมีความเข้าใจเหมือนกันในความรู้สึกนี้ โดยเรียกเหมารวมความรู้สึกที่ว่า.......................................... “ความสุข”

            เราจะมาพูดถึงวิธีการหนึ่งของการทำเป้าหมายให้ประสบการณ์สำเร็จ เนื่องจากความสำเร็จต้องอาศัยองค์ประกอบที่หลากหลาย ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มต้นจนถึงปลายทางของความสำเร็จ มีทั้งปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมและสิ่งที่เป็นรูปธรรม ทั้งกระบวนการ วิธีการ แผนการต่างๆ และในบางครั้งก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งมิตรและศัตรู ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากหลักการหรือแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง แต่เกิดจากการประยุกต์ใช้ทุกแนวคิดต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเดินทางไปยังเป้าหมาย  ถ้าเช่นนั้นเราลองมาดูแนวคิดหนึ่งเพื่อว่าคุณจะสามารถนำไปใช้กับการผจญภัยไปยังเป้าหมายของคุณได้

            แนวคิดที่ว่านั่นก็คือ “การสะสมหรือการสั่งสม”  อธิบายสั้นๆ ได้ว่า ในทุกๆเรื่องราวของความสำเร็จ ต้องอาศัยการสะสมเรื่องนั้นๆ จนถึงจุดสูงสุด จึงจะพบกับปลายทางแห่งความสำเร็จได้ เราลองมาดูสถานการณ์ตัวอย่างกันว่าถ้าเราใช้แนวคิดนี้จะสามารถเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จได้หรือไม่




หากเราต้องการจะมีร่างกายที่แข็งแรง ตามความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ เราต้องกินอาหารที่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพจิตที่จะส่งผลต่อร่างกายให้แข็งแรงหรืออ่อนแอได้ เราทุกคนรู้ถึงวิธีการว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ทำไมถึงมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกิดจากการกินอาหารเข้าไปสะสมจนเกิดโรค เช่น มะเร็ง เป็นต้น นั่นเพราะเราขาดความต่อเนื่องในการดำเนินวิธีการที่ถูกต้อง และถ้าถามว่าทำไมเราถึงไม่สามารถควบคุมการกินอาหารได้ เนื่องจากการที่เราสะสมการกระทำที่เป็นความชอบส่วนตนไว้อยู่เป็นนิจ(กินแต่อาหารที่ชอบอันไม่มีประโยชน์) เมื่อสั่งสมแต่เรื่องที่เราชอบมันก็เป็นการยากที่จะออกไปทำเรื่องที่ไม่ชอบซึ่่งเป็นทางที่ควรทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย(กินอาหารที่ให้ประโยชน์เพื่อสุขภาพให้แข็งแรง) หรือให้เวลาได้คิดไตร่ตรองก่อนลงมือทำ ตัวอย่าง เช่น

            ถ้าเราเป็นคนชอบดื่มเหล้า ดื่มทุกวัน เป็นประจำ ว่างเมื่อไหร่ต้องไปดื่ม ถามว่าจะมีซักช่วงเสี้ยววินาทีก่อนตัดสินใจซื้อเหล้าไหมว่าจะไม่ซื้อ คงจะเป็นไปได้ยากในหมู่นักดื่มเหล้า เพราะเขาได้สะสมความรู้สึก ความสุข ความสนุก ความเพลิดเพลิน ที่ได้จากการดื่มเหล้า คิดถึงการดื่มเหล้าทีไรจะมีแต่ความชอบไม่เคยคิดจะไม่ชอบเลย และไม่เคยหยุดคิดเลยว่าเหล้านั้นจะโทษกับตัวเอง หรือผลเสียอื่นๆตามมา จึงกลายเป็นเรื่องยากที่จะมีสติก่อนที่จะซื้อหรือออกไปดื่ม เพราะความเคยชินที่ทำอยู่ทุกวัน ตามคำโบราณที่ว่า หัดยังไรก็ได้อย่างนั้นแต่ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะเลิก บอกตัวเองทุกวันในขณะที่นั่งดื่ม ขณะไปซื้อ เราจะเริ่มใช้เวลามากขึ้นก่อนตัดสินใจ แม้ในขณะดื่มซึ่งส่งผลให้ดื่มน้อยลง จนในที่สุดที่เราสามารถสะสมกำลังสติของเราอยู่เป็นประจำ นำมาซึ่งการคิดไตร่ตรองถึงเหตุผลที่เป็นประโยชน์ที่แท้จริง มองทะลุถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและจบลงของการดื่มเหล้า มองไกลไปถึงอนาคตของครอบครัวหรือตนเอง จึงทำให้เราสามารถหยุดยั้งการกระทำที่ไม่สมควรได้ด้วยพลังที่มากขึ้นของสติอันเนื่องมาจากการฝึกฝนเป็นประจำ


            พอกล่าวถึงเรื่องนี้ ก็ขอต่อไปอีกหน่อย คุณเคยไหมที่ใจคิดชั่ว ทั้งที่ไม่ได้อยากจะคิดอย่างนั้น แต่มีความคิดแบบนั้นขึ้นมาในหัวของเราและเรารู้ว่าเราคิดผิดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น ความรู้สึกอิจฉาเพื่อนที่ทำงานได้เงินเดือนมากกว่า ทันทีที่เราฟังว่าเพื่อนได้เงินเท่าไหร่เราจะนำไปเปรียบเทียบ เสร็จแล้วจึงเกิดความอิจฉาขึ้นมาทันที แต่เรารู้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันไม่ถูกต้องทำไมเราต้องอิจฉาเพื่อนด้วย คำถาม คือ แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น นั่นเพราะจิตใจของเรามันคอยจะลงต่ำ ลงไปหาสิ่งที่ง่ายกว่า เร็วกว่า ตามสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบไป แต่ถ้าเราคิดว่าเราก็อยู่ในทางที่ถูกตลอด ทำสิ่งที่ดีตลอดแล้วยังเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีก ขอตอบว่า เรายังไปไม่ถึงปลายทางของการคิดดี หากเราไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใจของเรา เราต้องคอยดึงจิตใจของเราขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใช้สติอยู่ตลอดเวลาอย่าให้กระบวนการคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้นและผลักดันไปถึงการกระทำโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้นเราก็ปล่อยไปทันทีไม่ยึดถือไว้ หากเราสะสมการใช้สติเพื่อคิดในทางที่สมควรอยู่เป็นนิจ มันจะกลายเป็นการยากที่เรื่องที่ไม่สมควรจะผุดขึ้นในหัวเราได้ เราทุกคนเป็นนักสะสมอยู่แล้วอยู่ที่ว่าเราจะสั่งสมทางถูกต้องหรือทางที่ไม่ควรกระทำก็ได้ 

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำไมเราถึงไม่ได้รับการยอมรับ


มนุษย์เราทุกคนต้องการการยอมรับ จากการอยู่ร่วมกับผู้อื่น จากการอยู่กันเป็นสังคมมนุษย์ ในทุกๆ มุมมอง ทุกๆเรื่องราวของการแสดงความคิดเห็น การกระทำ บุคลิกภาพ  ภาพลักษณ์ วิถีชีวิต แนวคิด ปรัชญาการดำเนินชีวิต ศาสนา การงาน อาชีพ การศึกษา การอยู่ร่วมกันของครอบครัว  การได้รับความนับถือในสังคมที่ตนอยู่ ในสิ่งที่เป็นนามธรรมและสิ่งที่เป็นรูปธรรมของแต่ละคน

ทุกคนมีทิศทาง มีเป้าหมายของตนเองที่จะนำไปสู่การได้รับการยอมรับ แต่ละคนมีวิธีการในการสร้างการยอมรับที่แตกต่างกัน ตามความถนัด ตามนิสัย ตามความเข้าใจ ตามประสบการณ์ความรู้ที่ได้รับ ตามสภาพแวดล้อมของสังคมที่ตนอยู่ นำมาซึ่งการแสดงออกทางการกระทำ บุคลิกภาพภายนอก การแต่งตัว การใช้สิ่งของวัตถุต่างๆ ตั้งแต่ของพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตไปถึงสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจเฉพาะของแต่ละคน ทำให้เกิดกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม เพื่อความต้องการความแตกต่าง ต้องการให้ตนมีอัตลักษณ์เฉพาะ ผู้คนส่วนใหญ่วิ่งเข้าหากระแส โอบอุ้ม ตอบรับมันอย่างรวดเร็ว แม้กระแสจะทำให้เกิดความเหมือนคล้ายกันของบุคคล 

            ตัวอย่างเช่น ผู้คนมากมายต้องมีสิ่งของกายภาพที่มีรูปทรงเลขาคณิตเหมือนกันต่างกันแค่เพียงชื่อที่เป็นสิ่งสมมุติเท่านั้น เป็นต้น แต่ทิศทางของผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกระแสความนิยมของแต่ละเรื่องราว เช่น แนวเพลงที่ฟัง แนวหนังที่ดู สไตล์การแต่งตัว ที่อยู่ในกระแสความฮิตในขณะนั้น ทำให้ลักษณะภายนอกต่างๆ ที่เป็นเหมือนเครื่องสะท้อนออกมา กลายเป็นสิ่งของทางกายภาพ เป็นภาพลักษณ์ให้กับคนแต่ละคน รวมไปถึงการแสดงออกของสิ่งที่เป็นนามธรรม ด้วยแนวทางความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจต่อเรื่องราวต่างๆ ในมุมมองที่ตนได้เรียนรู้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความต้องการ "การได้รับการยอมรับ"


การสร้างการยอมรับไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ มันมีอุปสรรคในการกระทำ ในทุกอย่างที่คิด ในทุกอย่างที่แสดงออกเพื่อให้ได้รับการยอม  การยอมรับมีปัจจัยหนึ่งที่มาขับเคลื่อนอยู่ คือ เทคโนโลยี เทคโนโลยีเป็นตัวเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคม เปลี่ยนคุณค่าบางสิ่งบางอย่างของสังคม แบบค่อยเป็นค่อยไปอยู่ตลอดเวลา เช่น ในยุคสมัยปัจจุบันเมื่อทุกคนมีพื้นที่สื่อ (สังคมออนไลน์) ทำให้การยอมรับของสินค้าที่นำมาขาย เป็นสิ่งที่ยากขึ้นกว่าในอดีต ผู้บริโภครับฟังความเห็นด้วยกันมากกว่าโฆษณา เป็นต้น ตัวอย่างที่ยกให้เห็นเป็นการเปลี่ยนมาตรฐานการยอมรับจากเดิมที่เคยมีอยู่ ถึงแม้ครั้งหนึ่งจะเคยเป็นที่ยอมรับของสังคม  การยอมรับในแบบเก่าๆ จะค่อยๆ เลือนหายไปกับกาลเวลา

ที่กล่าวมาข้างต้นพูดถึงเรื่องการสร้าง การทำความเข้าใจกับเรื่องการยอมรับ เราลองมาดูในมุมของการให้การยอมรับกันบ้าง

"เราให้การยอมรับ" กับเรื่องราว แนวคิด การกระทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งด้วยอะไร มีหลักเกณฑ์แนวคิดใดที่เราจะให้การยอมรับเขาเหล่านั้น ลองมาดูตัวอย่างกัน 

           สมมุติว่าถ้าเราเป็นอาจารย์สอนหนังสือวิชาความรู้หนึ่ง เราจะให้การยอมรับกับผู้ที่เข้ามารับการสอน ให้คำชมเชยหรือคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่นั้น การให้การยอมรับจะมาจากการที่บุคคลนั้นได้ทำตามกฎเกณฑ์แนวทางในการศึกษาที่เราได้วางไว้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานของสถานศึกษานั้นๆ


แต่ถามว่า

วิธีการสอนการให้คะแนนของเราต่างกับวิธีการของอาจารย์ที่อยู่ในสถานศึกษาท่านอื่นที่สอนวิชาเดียวกันหรือไม่ ถึงแม้จะมีแนวทางที่ใกล้เคียงจากการกำหนดมาตรฐานจากกระทรวงการศึกษา แต่การยอบรับของเราต่อเด็กที่เรียนที่อื่นกับเด็กที่เราสอนนั้นก็จะแตกต่างกันอยู่ดี และการให้การยอมรับมันมีเรื่องของจิตใจอีกด้วย เพราะหากการกระทำ การแสดงออกถึงความคิด กริยาท่าทางภายนอก ฯลฯ ที่ตรงใจ ตรงกับความรู้ประสบการณ์ ความเข้าใจ ความเชื่อ ของเรา ว่าผู้ศึกษาที่ดีควรจะมีลักษณะอย่างไร หากผู้ศึกษาคนใดคนหนึ่งมีลักษณะเป็นอย่างนั้นเราจะให้การยอมรับในแบบที่พิเศษกว่า

มาตรฐาน กฎเกณฑ์ของการยอมรับไม่ได้มีความเท่าเทียมกัน จะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล แต่ละสังคม แต่ละชาติ แตกต่างกันไปตามหัวข้อมุมมองต่างๆ ที่นำมาจำแนกความแตกต่างของมนุษย์ เรื่องของการยอมรับนั้นจะต้องเกิดจากทั้งสองฝั่ง คือ ฝั่งที่สร้างการยอมรับ และฝั่งที่ให้การยอมรับ ถ้าคนสร้างทำทุกอย่างอย่างสุดความสามารถ ใส่ความพยายามอย่างเต็มที่ ถ้าสิ่งที่ทำ สิ่งคิดหรือแสดงออกมามันไม่ตรงใจ ไม่ตรงมาตรฐานของอีกฝั่งที่ให้การยอมรับ การยอมรับนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น และการที่เราให้การยอมรับต่อใครคนหนึ่งไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นจะยอมรับเราและยอมรับในสิ่งที่เราทำหรือสิ่งที่เราคิด 

ดังนั้นเราน่าจะลองมาช่างน้ำหนักว่าเราจะให้น้ำหนักต่อเรื่องการยอมรับมากน้อยแค่ไหน  มีความจำเป็นหรือไม่ในเรื่องของความต้องการการยอมรับและการสร้างการยอมรับ เพื่อทำให้เราตัวเราได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น  เราควรจะให้น้ำหนักแก่เรื่องนี้เท่าใดจึงจะอยู่ในจุดที่เรามีความสุข....

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เข้าใจเป้าหมายเข้าใจชีวิต (2)

ตอน เป้าหมายที่เหมือนคล้ายในความต่าง

การทำตามเป้าหมายนั้น ในบางครั้งเราจำเป็นต้องเล่นไปตามเกม เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น ถ้าเราเป็นผู้ชายมีเป้าหมายต้องการที่จะหาคู่ครองเพศตรงข้าม เราต้องคอยตามใจ เสียสละเวลา ลดความเป็นตัวเอง ปรับตัวเข้าหา นำเสนอสิ่งพิเศษ ทำทุกอย่างให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกดี เพื่อหวังว่าจะได้เธอคนนั้นมาเป็นคู่ครองชีวิต ถามว่าจริงๆแล้วเราทำสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ถึงเป้าหมายหรือเราทำสิ่งที่อยากทำกันแน่ นำมาสู่คำถามที่ว่า เป้าหมายที่เราทำเป็น เป้าหมายที่ต้องทำ หรือเป็น เป้าหมายที่เราอยากทำ?  และเหตุใดเล่าเป้าหมายของเราจึงเหมือนกับเป้าหมายของคนอื่นๆ แม้จะอยู่กันคนละมุมโลก

เป้าหมายที่เราต้องทำ และ เป้าหมายที่เราอยากทำ เราควรทำตามเป้าหมายใดกันแน่ ทั้งสองเป้าหมายล้วนเกิดขึ้นกับเราทุกคน อันแรกเป็น เป้าหมายที่เราต้องทำ เราต้องทำเพราะธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เพื่อตอบสนองการคงอยู่ของร่างกาย เราจำเป็นต้องทำตามเป้าหมายพื้นฐานของปัจจัยสี่ นำมาสู่การตั้งเป้าหมายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คือ หาทรัพย์สมบัติที่ตอบสนองปัจจัยพื้นฐานเหล่านั้น เพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนในยุคนี้ ถ้าหากเราไม่ใช้เวลาของเราหาเงินทองมาแลกเปลี่ยนเราก็จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งหมดตอบสนองปัจจัยพื้นฐานนั้นด้วยตัวเอง

 เมื่อเราทำตามเป้าหมายของสิ่งที่ต้องทำแล้วการตั้ง เป้าหมายที่เราอยากทำ จึงเกิดขึ้น  ซึ่งมาจากความไม่พอใจในเป้าหมายของสิ่งที่ต้องทำ มาจากความต้องการความแตกต่าง ความโดดเด่น ต้องการมีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล เมื่อทำตามเป้าหมายของสิ่งที่อยากทำจนมากเกินไปจนเกิดความ “พยายามแตกต่างในความเหมือนและพยายามเหมือนในความแตกต่าง” สุดท้ายแล้ว เป้าหมายที่เราอยากทำ  เป็นเพียงเป้าหมายที่ตอบสนองความเป็นตัวตนเท่านั้น




คำถามที่ว่า เหตุใดจึงมีความเหมือนกันของเป้าหมาย ของเพื่อนมนุษย์ในสังคมเราหรือเพื่อนมนุษย์ในสังคมอื่นๆ  ถึงแม้บุคลิกลักษณะภายนอกของมนุษย์จะมีความแตกต่างกันออกไป ทำอะไรต่างกัน อาจจะมีแนวคิดที่ต่างกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน ลึกลงไปในทุกๆความต่าง เช่น ครอบครัว เพื่อน พี่น้อง พ่อแม่ ครูอาจารย์ อาชีพ การศึกษา วิถีชีวิต จนถึงอัตลักษณ์ของคนแต่ละคน แต่ไม่ว่าเราจะสร้างความแตกต่างในรูปแบบไหนๆ เพื่อที่จะให้มนุษย์คนหนึ่งต่างกับอีกคนหนึ่ง ก็ยังมีความเหมือนคล้ายกันอันเนื่องมาจากเป้าหมายอยู่ดี เช่น เป้าหมายชีวิต เป้าหมายการศึกษา เป้าหมายครอบครัว เป้าหมายของสังคม เป้าหมายของประเทศชาติ

           เราต้องคอยตอบสนองความต้องการของร่างกายที่เราไม่อาจควบคุมได้เป็นพื้นฐานก่อนที่จะนำไปสู่เป้าหมายอื่นๆ ซึ่งหากมองตามทฤษฎีมาสโลว์ที่กล่าวถึงลำดับความต้องการของมนุษย์ ว่าจะต้องเริ่มการตอบสนองทางกายก่อน จึงนำมาสู่การตอบสนองความต้องการอื่นๆ จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถที่จะข้ามขั้นลำดับความต้องการได้ ถ้าวันหนึ่งที่คุณลืมตาขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวคุณเองเปลือยล่อนจ้อนอยู่บนถนนสิ่งแรกที่คุณคิดคืออะไร ใช่การหาปัจจัยสี่ให้กับตัวเองหรือไม่ ในเมื่อธรรมชาติทำให้เราต้องทำสิ่งพื้นฐาน ไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องทำเป้าหมายพื้นฐานก่อน นั่นทำให้เกิดความเหมือนกันของเป้าหมาย เพราะเรามีพื้นฐานของธรรมชาติเดียวกัน อยู่ในสัจธรรมเดียวกัน เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสัจธรรมที่คงอยู่ตลอดกาลเวลาได้  ซึ่งสิ่งที่เราทำ คือ เราไม่ได้ยอมรับความจริงของมัน พยายามยืดเวลา หลบเลี่ยง บ่ายหน้าหนี เมื่อสิ่งนี้เป็นรากฐานแม้เป้าหมายจะมีความทับซ้อนมากเท่าไหร่ มีรูปแบบการเชื่อมโยงอย่างไร ผลสรุปออกมาเป็นภาพใหญ่ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ต่างกันเพียงความต้องการที่มากกว่าหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น

สุดท้ายสิ่งที่เรากระทำยังวนเวียนอยู่ในเรื่องเหล่านี้ เราสามารถที่จะเลือกอยู่ในวังวนที่มีความเหมือนคล้ายกันจนไม่อาจหลีกหนีแม้จะพยายามแตกต่างในความเหมือนและพยายามเหมือนในความแตกต่าง หรือเราจะเลือกที่จะทำสิ่งที่แตกต่างอย่างแท้จริงโดยการหลุดออกจากวังวนนี้ไปโดยไม่หวนกลับเข้ามาอีกตลอดกาล

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เข้าใจเป้าหมายเข้าใจชีวิต (1)


ตอน ภาพใหญ่ของเป้าหมาย

เมื่อเราจะลงมือกระทำสิ่งใดบนโลกนี้ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในหัวของเรา คือ เราจะมีจุดหมายที่ต้องการให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นตามความต้องการที่ต่อเนื่องจากความรู้สึก นำมาสู่การคิดวางแผนและความคิดสนับสนุนต่างๆ จนกระทั่งผลักดันให้ทำสิ่งนั้นขึ้น จุดหมายที่เกิดขึ้นบางครั้งต้องใช้เวลายาวในการกระทำกว่าจะสำเร็จได้ บางจุดหมายอาจใช้เวลาเพียงไม่นานก็บรรลุถึงสิ่งที่ตั้งหวัง

            จุดเริ่มต้นของเป้าหมายมาจากอะไร มีองค์ประกอบใดจึงเกิดเป้าหมายขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความรู้ของเรา ถ้าเรามีความรู้ในเรื่องใด เราก็สามารถที่จะวางเป้าหมายในเรื่องนั้น ตั้งแต่ความรู้ที่สลับซับซ้อนในแต่ละสาขาวิชาชีพ ไปจนถึงความรู้พื้นฐานอย่างเช่น การกินดื่ม เมื่อเรารู้สึกถึงความหิวกระหาย เราจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้หายจากอาการนั้น เริ่มแรกเราอาจแค่หาสิ่งมีชีวิตมาใส่ปาก ต่อมาเมื่อเรามีความรู้มากขึ้นเราเริ่มใช้ความร้อนในการทำอาหาร รวมไปถึงเริ่มปรุงรสชาติ ตกแต่งหน้าตาอาหาร กลายมาเป็นรูปแบบของอาหารที่แตกต่างกันไป นั่นก็มาจากความรู้เช่นเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งของเป้าหมายมาจากความต้องการของแต่ละคนบุคคล

            องค์ประกอบของเป้าหมายที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ อุปสรรค ซึ่งจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในการก้าวไปสู่เป้าหมาย อุปสรรคขัดขวางที่เจ็บปวดที่สุดจะนำพาการจดจำอันลึกซึ้ง จะนำมาซึ่ง ความพยายาม ความมุ่งมั่น ความมีวินัย ความอดทน ความกล้าที่จะทำในสิ่งใหม่  หากเราก้าวเข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างง่ายดาย ความรู้สึกถึงความภาคภูมิใจจากความสำเร็จจะเป็นส่วนที่เราไม่ได้จดจำมันมากมายนัก อาจไม่รู้สึกถึงความสำเร็จใดๆ



            แม้จะเราเลยจุดที่จะมานั่งวางเป้าหมายและความสำคัญของการกินไปแล้ว แต่จริงๆเรายังทำอยู่โดยไม่รู้ตัว เรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายขนาดเล็ก เรามุ่งให้ความสำคัญกับเป้าหมายที่มีคุณค่าที่จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราลงมือกระทำ เป้าหมายที่ดูมีคุณค่า ยิ่งใหญ่ เกิดขึ้นมาจากการรวมตัวกันของเป้าหมายขนาดเล็กหรือเป้าหมายที่ดูไม่น่าให้ความสำคัญจะรวมกันกลายเป็นกลุ่มก้อนของเป้าหมาย “ในเป้าหมายมีเป้าหมายทับซ้อนอยู่”  ซึ่งถ้าเราลองแยกความทับซ้อนนั้นออกเราจะเห็นอะไรในเป้าหมายหนึ่งๆบ้าง

           ถ้าเช่นนั้นเราลองมาแยกเป้าหมายจากตัวอย่างต่อไปนี้กัน เป้าหมายของความสำเร็จในด้านของการทำงาน เริ่มจากเป้าหมายของการทำงานเพื่อทรัพย์สมบัติหรือตามความต้องการของตน นำไปสู่เป้าหมายของการเลือกงานหรือเป้าหมายของอาชีพ เป้าหมายอาชีพนำไปสู่การเลือกเป็นพนักงานบริษัทหรือการเป็นเจ้าของกิจการ กลายเป็นต้องมีเป้าหมายของการศึกษาที่ส่งเสริมเป้าหมายอาชีพ สมมุติว่าถ้าหากเราเลือกเป็นลูกจ้างเมื่อเข้าไปอยู่ในบริษัทก็จะพบกับเป้าหมายสูงสุดของบริษัทและนำมาสู่การวางเป้าหมายในแต่ละจุดของงาน เป้าหมายของแต่ละจุดของงานนำมาสู่เป้าหมายของทีม เป้าหมายของทีมนำมาสู่เป้าหมายของแต่ละคน เป้าหมายของแต่ละคนเชื่อมต่อไปยังเป้าหมายต่างๆ อีกมากมาย  ซึ่ง “ในเป้าหมายที่มีเป้าหมายทับซ้อน” อยู่นั้น จะมีทั้งเป้าหมายที่มีรูปแบบของการแตกแขนงเป็นแนวนอน และแนวตั้ง บ้างแตกแขนงอย่างไร้ทิศทาง ถ้าเราพลาดเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งที่มีส่วนในเป้าหมายที่เราให้ความสำคัญไป เราก็จะผิดพลาดล้มเหลวไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น


            ดังนั้นการวางเป้าหมายที่เป็นภาพใหญ่หรือเป้าที่ยิ่งใหญ่ที่เราเห็นว่ามีคุณค่าแก่การกระทำ ในแต่ละส่วนของเป้าหมายควรมีความสอดคล้องส่งเสริมกัน หากเป้าหมายใหญ่อยู่ในทิศเหนือ ถ้าเราทำเป้าหมายย่อยไปในทิศใต้ เห็นทีการเดินทางไปถึงเป้าหมายคงจะเป็นไปได้ยาก