แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธวจน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธวจน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จะทำอย่างไรเมื่อถูกด่าว่า ถูกกล่าวร้ายด้วยคำไม่จริง

เมื่อเราอยู่ร่วมกับคนในสังคม คลุคลีกันในหมู่คน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการงาน หรือ อาศัยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน เราอาจจะถูกกล่าวร้ายด้วยคำไม่จริง ถูกด่าว่า หรือ อาจได้ยินสิ่งที่ไม่สมควร ไม่เป็นประโยชน์กับเรา ทำให้เราไม่พอใจคำพูดของคนอื่น คำถามคือ เราจะทำอย่างไรเมื่อเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น เพราะถ้าเราไม่มีวิธีแก้ไข การอยู่ร่วมกับคนในสังคม - เพื่อนร่วมงาน ก็จะนำไปสู่การทะเลาะวิวาทกันในที่สุด

วิธีแก้ไขที่จะนำมาเล่าให้อ่านกันวันนี้ เป็นวิธีดีที่สุดในการแก้ปัญหาของการถูกด่าว่าร้ายต่างๆ นาๆ เพราะจะครอบคลุมไปถึง เมื่อเราถูกกล่าวชม การได้รับฟังคำพูดของคนที่พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และน่าพอใจกับเรา ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

ผู้เขียนจะขอกล่าวโดยสรุปซักนิดหนึ่ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ได้อ่านพระสูตรธรรมของพระพุทธเจ้าจนจบ เพราะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากๆ ในการใช้ชีวิต

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า เมื่อเราได้รับคำด่าว่าร้าย คำกล่าวที่ไม่เป็นจริง ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เหมาะสมแก่เวลาที่จะพูด นั้น

ให้เราวางจิตเหมือนอากาศ โดยเปรียบว่า บุคคลที่จะเอาสีต่างๆ มาเขียนบนอากาศ ก็ไม่สามารถที่จะเขียนรูปต่างๆ ที่ต้องการขึ้นมาได้ มีแต่ทำให้เหนื่อยเปล่า

ให้เราวางจิตเหมือนแม่น้ำ โดยเปรียบว่า บุคคลจะเอาคบเพลิงจากหญ้าที่มีไฟลุก มาเผาแม่น้ำคงคา โดยหวังจะให้แม่น้ำนั้นเดือด ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ท่านผู้อ่านท่านใดที่อ่านตัวอย่างคำสอนของพระพุทธเจ้า ลองไปอ่านธรรมะเกี่ยวกับเรื่องนี้เต็มๆ กันเลย !
โดยพระสูตรนี้เป็นที่พระพุทธเจ้าทรงถามแก่ภิกษุทั้งหลาย และ สอนธรรมไปพร้อมกัน

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

4 หนทาง หากเราไม่ปิดกั้นจะนำไปสู่ความเสื่อมของทรัพย์สินเงินทอง

นอกจากการที่เราขยัน มีความเพียรในการทำมาหากินแล้ว เราก็ควรดำเนินชีวิตโดยการปิดกั้นหนทาง 4 ที่จะเป็นเหตุให้ทรัพย์ไหล หรือ หมดไป จากการที่เราหามาได้ เรามาอ่านธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงบอก ว่า ปากทางแห่งความเสื่อม 4 ประการ มีอะไรบ้าง

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เราลองมาตรวจดูกรรมของตัวเอง ว่าทำกรรมอะไร แล้วได้ผลอะไร

ชาวพุทธหลายคนเชื่อในเรื่องกรรม พระพุทธเจ้ากล่าวว่า เจตนาว่าเป็นกรรม ดังนั้นกรรมจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ กรรมทางใจ กรรมทางวาจา กรรมการกระทำ การที่คนเรากระทำ และพูดออกมานั้น ล้วนมีการเจตนาเกิดขึ้นที่ใจก่อนเสมอ หาก เราระงับกาย วาจา อันเป็นอกุศล แน่นอนว่าเราจะเป็นผู้ระงับใจมาก่อนแล้ว
ต่อไปนี้เราลองมาพระพุทธเจ้าทรงบอกเรื่องเกี่ยวกับกรรม ว่ากระทำกรรมทางกาย และ วาจา ใด แล้ว ได้รับผลอย่างไร เราต้องมาเข้าใจกันใหม่ว่า ไม่ใช่ทำกรรมใดแล้วได้รับกรรมนั้น แต่
ทำกรรมใด จะได้รับผลของกรรม นั้นนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ในฐานะเจ้านายกับลูกน้อง ต่างฝ่ายจะดูแลกันและกันได้อย่างไร

หากพูดถึงชีวิต เวลาส่วนใหญ่ของการใช้ชีวิต เราจะหมดไปกับการทำมาหาอาชีพ สร้างอาชีพ สร้างธุรกิจ สร้างเนื้อสร้างตัว ตั้งแต่วัยเด็กพ่อแม่ก็ให้เราเรียน เพื่อที่จะได้มีอาชีพการงานที่ดี พอเข้าวัยทำงาน เวลาส่วนใหญ่ในสัปดาห์ก็อยู่กับงานไปจนกระทั่งเกษียณอายุ ในระหว่างที่เรากำลังมุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตาทำงาน บางคนอยู่ในฐานะเจ้านาย บางคนอยู่ในฐานลูกน้อง บางคนมีโอกาสมากก็เปิดบริษัท หรือ ทำธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเอง ถึงอย่างไรการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม การสร้างเงินจากอาชีพใดก็ตาม จะต้องมีกลุ่มคนที่เป็นผู้นำและเป็นผู้ปฏิบัติตามอยู่ในธุรกิจหรือสายอาชีพนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมายในความสำเร็จของงาน

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

นานแค่ไหนกว่าจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ซักครั้งหนึ่ง

ความรู้ของมนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นชาติใด ที่ใดๆ ในโลก คงไม่มีใครตอบคำถามที่ว่า "นานแค่ไหนกว่าที่เราจะเกิดมาเป็นมนุษย์ซักครั้งหนึ่ง" ถ้าเราทราบว่า ช่วงเวลาของความยาวนานที่เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เราจะรู้ทันทีว่าสิ่งใดที่เราควรทำเป็นอันดับแรก และ สิ่งใดไม่ควรทำสิ่งใด เราลองมาอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงบอกว่าช่วงเวลาใดกว่าที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ซักครั้งหนึ่งกัน

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ใคร "อยากรวย อยามียศ อยากอายุยืน และ อยากขึ้นสวรรค์" อ่านนี่ดูสิ

บทความเรื่อง เป็นเรื่องราวของมนุษย์ส่วนใหญ่ เมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยทำงานสิ่งที่ต้องการเหล่านี้จะมีอยู่ในใจคนทั่วโลก คือ

1. อยากรวย
2. อยากมียศ 
3. อยากอายุยืน
4. อยากขึ้นสวรรค์

4 ความต้องการนี้เป็นสิ่งที่คนในโลกนี้น้อยคนนักที่จะได้สมดั่งปราถนาทั้ง 4 ข้อ หลายคนอาจมีคำตอบว่า หรือกำลังทำสิ่งต่างๆ ตามเคล็ดลับ ตามความคิดเห็นของผู้รู้ทั้งหลาย เราลองมาอ่านความเห็นของผู้รู้ท่านหนึ่ง ชื่อว่า "พระพุทธเจ้า" กัน ท่านบอกอย่างไร หากบุคคลต้องการที่จะได้ 4 อย่างให้สมปราถนา


วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ของขวัญสำหรับพ่อแม่และผู้มีพระคุณ


แม้เราจะให้เงินและทองแก่พ่อแม่ของเรามากมายมหาศาล เราบำรุงท่านด้วยการดูทางกายเป็นอย่างดี เราทำแม้กระทั่งแบกท่านทั้งสองไว้บนไหล่ทั้งสองข้าง ตลอด 100 ปี และพ่อแม่ของเราก็ขับถ่าย ท่วมตัวเราตลอด 100 ปี ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นการตอบแทนแก่บิดาและมารดาของเรา

แต่การตอบแทนที่แท้จริง คือ อะไร และควรทำอย่างไร มาอ่านบทความนี้กันเลย

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ถ้าเทพ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย ดลบรรดาลให้คนทำดีได้ แล้วความชั่วที่คนทำหละ เป็นสิ่งเทพบรรดาลด้วยไหม

ความเชื่อเป็นสิ่งที่อยู่ในภายในของตัวบุคคล ใครจะเชื่ออย่างไร ก็แล้วแต่ ในวันนี้จะนำพระสูตร คำสอนของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย ว่า การที่บุคคลไปเชื่อว่า การได้รับความสุข หรือ ความทุกข์ เป็นเพราะ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพ หรืออะไรต่างๆ ที่คิดว่ามีความพิเศษเหนือมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย  ทำให้เป็นอย่างนั้น 
พระพุทธเจ้าชี้ ให้เห็นว่า ถ้ามีสิ่งใดบรรดาล หรือ สั่งให้บุคคลเป็นอะไรได้ การที่บุคคล ฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดหยาบ พูดยุให้แตกกัน มีจิตใจละโมบ มีใจพยาบาท นั้นก็เป็นการ ที่สิ่งศักดิ์สิทธินั้นเป็นคนบรรดาล หรือ สั่งให้บุคคลเป็นด้วย เช่นกัน 

เราลองมาอ่านพระสตูรเต็มจากคำสอนของพระพุทธเจ้ากัน

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

6 อย่างทีทำให้หมดเงิน

พระพุทธเจ้าได้บอกสอนแก่หนทางการกระทำทางกาย 6 อย่าง ที่เป็นเหตุให้ทรัพย์เสื่อมไป และโทษอื่นๆ เมื่อกระทำทางกายเหล่านี้

อบายมุข 6 (ทางเสื่อมแห่งทรัพย์ 6 ทาง)
อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ดูกรคฤหบดีบุตร
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ         
สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การประกอบเนืองๆ ซึ่ง การเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การเที่ยวดูมหรสพ เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
การประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เดินจงกรมแล้วได้อะไร

พระพุทธเจ้าสอนให้พระทำความเพียร ประพฤติปฏิบัติด้วยการ เดินจงกรม สลับ นั่งสมาธิ ตลอดทั้งวัน 
พวกเราแม้จะไม่ใช่พระแต่ลองมาทราบกันซักหน่อยว่า เดินจงกรมไปแล้วได้อะไร ให้ผลอย่างไรบ้าง แล้วจะส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตทางโลกอย่างไร

ลองมาอ่านพระสูตรสั้นๆ เกี่ยวกับอนิสงฆ์การเดินจงกรม 


ภิกษุ ท. ! อานิสงส์ในการเดิน (จงฺกม) ๕ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่าง
อย่างไรเล่า ? ห้าอย่าง คือ 


เป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล ๑
เป็นผู้อดทนต่อการกระทำความเพียร ๑
เป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑, 
สิ่งที่กินแล้ว ดื่มแล้ว ลิ้มแล้วย่อมถึงการย่อยด้วยดี ๑, 
สมาธิที่ได้ในขณะแห่งการเดิน ย่อมตั้งอยู่ได้นาน ๑.

ภิกษุ ท. ! อานิสงส์ในการเดิน ห้าอย่างเหล่านี้ แล.
- ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๑/๒๙.


หากพิจารณาตามหลักแล้ว สิ่งที่เราจะสามารถรับรู้ได้ถึงผลลัพธ์ในการเดินจงกรม ได้ทันที คือ เรื่องของ สมาธิ ที่จะตั้งมั่นอยู่นาน เพราะขณะเราเดินจงกรม ตาเราจะเห็นสภาพแวดล้อมต่างๆ แต่หากเราทำสมาธิได้ ความตั้งมั่นอันสมาธิเราจะอยู่ได้นาน นั้น จะทำให้อดทนต่อ รูปที่รับรู้ด้วยตา ได้เป็นอย่างดี 

สำหรับใครที่อยากมีสุขภาพแข็งแรง จะเห็นได้ว่าอนิสงฆ์ 2 ข้อ จากการเดินจงกรมจะส่งผลต่อร่างกายโดยตรง คือ อาพาธน้อย หรือ ว่า จะเป็นผู้ที่มีความเจ็บไข้ได้ป่วยน้อย และ อาหารที่กินแล้วจะย่อยด้วยดีนั้น ระบบภายในก็จะทำงานได้ดี 

ทั้งนี้อยากให้เพื่อนๆ ได้รู้ข้อมูลที่แท้จริง เพื่อจะได้ไม่ต้องวิ่งไปหา วิ่งไปทำวิธีต่างๆ อันเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกันออกไป หลากหลายรูปแบบ บ้างก็ต้องเข้าไปคอร์สแพงๆ ต้องไปทำดีท็อกส์ดูแลสุขภาพ ซึ่งมีทั้งแบบโบราณและแบบสมัยใหม่ 

แต่ใครเล่ารู้เหตุทีของกรรมและผลของกรรมที่แท้จริงเท่าพระพุทธเจ้า หากทำตามวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ก็ไม่ต้องทำอย่างอื่นๆ ให้มากมาย ยุ่งยาก เสียเงินทองไปเปล่าๆ เพียงเพื่อสังขารอันเที่ยง  

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เมื่อพระเข้าบ้านเราควรทำอย่างไร แล้วจะได้อะไรบ้างเมื่อปฏิบัติต่อพระ ตามพุทธวจน

ภิกษุทั้งหลาย ! นักบวชผู้มีศีล เข้าไปสู่สกุลใด มนุษย์ทั้งหลายในสกุลนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ด้วยฐานะ ๕ อย่าง.
ฐานะ ๕ อย่าง อะไรบ้างเล่า ? ๕ อย่าง คือ :-

(๑) ในสมัยใด จิตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเลื่อมใส เพราะได้เห็นนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อสวรรค์.

(๒) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย พากันต้อนรับกราบไหว้ ให้อาสนะแก่นักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการเกิดในสกุลสูง.

(๓) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย กำจัดมลทิน คือความตระหนี่เสียได้ในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการได้เกียรติศักดิ์อันใหญ่.

(๔) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมแจกจ่ายทานตามสติ ตามกำลังในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการได้โภคทรัพย์ใหญ่.

(๕) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไต่ถาม สอบสวน ย่อมฟังธรรมในนักบวชผู้มีศีล ซึ่งเข้าไปสู่สกุล, ในสมัยนั้น สกุลนั้น ชื่อว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการได้ปัญญาใหญ่.

ภิกษุทั้งหลาย ! นักบวชผู้มีศีล เข้าไปสู่สกุลใด, มนุษย์ทั้งหลายในสกุลนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมากด้วยฐานะ ๕ อย่างเหล่านี้ แล.
ปฐมธรรม หน้า ๑๕๔
(ภาษาไทย) ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๑๖/๑๙๙ : คลิกดูพระสูตร

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทำไมคนเราถึงชอบทะเลาะกัน

คุณเคยสังเกตไหมว่า การทะเลาวิวาท การแก่งแย่ง การตบตี ความรุนแรง การด่า การพูดด้วยคำหยาบ มีอยู่ทั่วโลก ในทุกวันนี้ คุณจะได้รับคลิปวิดีโอมากมายในโลกสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ Facebook ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติไหน ประเทศอะไร ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ ประเทศที่ยังไม่พัฒนา ประเทศที่มีเทคโนโลยี หรือ ไม่มีเทคโนโลยี ต่างทะเลาะกันหมด ไม่มีเว้น

ใครเหล่าจะรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่มุนษย์ทะเลากันเกิดจากอะไร แต่ผู้รู้ ผู้แตกฉาน ผู้จำแนกธรรมสั่งสอน ทั้งเทวดาและมนุษย์ ผู้ตรัสรูชอบโดยพระองค์เอง ผู้นั่นคือ พระพุทธเจ้า โดยท่านได้กล่าวเหตุของการทะเลาะกัน ว่ามีดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
เราจักแสดงธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
๙ อย่าง อย่างไรเล่า ?
๙ อย่าง คือ :-
เพราะอาศัย ตัณหา จึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา);
เพราะอาศัย การแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัย การได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัย ความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);
เพราะอาศัย ความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัย ความสยบมัวเมา จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);
เพราะอาศัย ความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มจฺฉริยํ);
เพราะอาศัย ความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารกฺโข);
เพราะอาศัย การหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ);
กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม


การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท


การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !”
การพูดคำส่อเสียด และ การพูดเท็จทั้งหลาย :


ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก
ย่อมเกิดขึ้นพร้อม.
ภิกษุทั้งหลาย !
เหล่านี้แล ชื่อว่า ธรรมที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
นวก. อํ. ๒๓/๔๑๓/๒๒๗., (มหา. ที. ๑๐/๖๙/๕๙).


(ตัณหา แปลว่า ความอยาก)

วิธีการที่ทำให้สวย หล่อ มีเงินทองมาก และอยู่ในตระกูลสูง



มัลลิกา ! มาตุคามบางคนในโลกนี้

ไม่เป็นผู้มักโกรธ
ไม่มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่าแม้มากก็ไม่ขัดเคือง
ไม่ฉุนเฉียว ไม่กระฟัดกระเฟียด ไม่กระด้างกระเดื่อง
ไม่แสดงความโกรธ ความขัดเคืองและความไม่พอใจ
ให้ปรากฏ
 

เป็นผู้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม
ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่
และประทีป โคมไฟ แก่สมณะหรือพราหมณ์
 

และเป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉา ในลาภ-
สักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชา
ของคนอื่น
 

ถ้ามาตุคามนั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว มาสู่
ความเป็นอย่างนี้กลับมาเกิดในชาติใดๆ 

ย่อมเป็นผู้มีรูปงาม
น่าดู น่าชม ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวพรรณงามยิ่งนัก
ทั้งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมากและสูงศักดิ์.

คำสอนพระพุทธเจ้า (พุทธวจน)
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๗๘/๑๙๗.