วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อีกทางเลือกหนึ่งของความสำเร็จ (ตอนที่ 1 )


            ความสำเร็จของเป้าหมายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใด หากกล่าวถึงเป้าหมายคงไม่มีใครที่คิดหรือลงมือกระทำสิ่งใดแล้วอยากให้มันไม่สำเร็จหรือคาดเคลื่อนไหลออกนอกเส้นทางไป เมื่อเราตั้งเป้าหมายไม่ว่าจะคิดวิธีการใดออกมา ไม่ว่าแผนการนั้นจะมีความซับซ้อนมากหรือน้อย จะต้องใช้เวลายาวนานหรือเพียงน้อยนิด เราสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกหนึ่งก่อนที่จะลงมือกระทำ ขณะที่อยู่ในความคิด รับรู้ได้ถึงความรู้สึก ความรู้สึกนี้จะมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ลงมือกระทำตามแผนการที่วางไว้ แม้จะมีปัญหาอุปสรรค ซึ่งทำให้ได้รับความรู้สึกที่ตรงข้าม เราก็มุ่งมั่นที่จะลงมือกระทำตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงปลายทางแห่งความสำเร็จ เราคาดว่าจะได้รับความรู้สึกนั้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปริมาณที่รับได้ตั้งแต่เริ่มตั้งเป้าหมาย เราทุกคนมีความเข้าใจเหมือนกันในความรู้สึกนี้ โดยเรียกเหมารวมความรู้สึกที่ว่า.......................................... “ความสุข”

            เราจะมาพูดถึงวิธีการหนึ่งของการทำเป้าหมายให้ประสบการณ์สำเร็จ เนื่องจากความสำเร็จต้องอาศัยองค์ประกอบที่หลากหลาย ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มต้นจนถึงปลายทางของความสำเร็จ มีทั้งปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมและสิ่งที่เป็นรูปธรรม ทั้งกระบวนการ วิธีการ แผนการต่างๆ และในบางครั้งก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งมิตรและศัตรู ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากหลักการหรือแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง แต่เกิดจากการประยุกต์ใช้ทุกแนวคิดต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเดินทางไปยังเป้าหมาย  ถ้าเช่นนั้นเราลองมาดูแนวคิดหนึ่งเพื่อว่าคุณจะสามารถนำไปใช้กับการผจญภัยไปยังเป้าหมายของคุณได้

            แนวคิดที่ว่านั่นก็คือ “การสะสมหรือการสั่งสม”  อธิบายสั้นๆ ได้ว่า ในทุกๆเรื่องราวของความสำเร็จ ต้องอาศัยการสะสมเรื่องนั้นๆ จนถึงจุดสูงสุด จึงจะพบกับปลายทางแห่งความสำเร็จได้ เราลองมาดูสถานการณ์ตัวอย่างกันว่าถ้าเราใช้แนวคิดนี้จะสามารถเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จได้หรือไม่




หากเราต้องการจะมีร่างกายที่แข็งแรง ตามความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ เราต้องกินอาหารที่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพจิตที่จะส่งผลต่อร่างกายให้แข็งแรงหรืออ่อนแอได้ เราทุกคนรู้ถึงวิธีการว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ทำไมถึงมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกิดจากการกินอาหารเข้าไปสะสมจนเกิดโรค เช่น มะเร็ง เป็นต้น นั่นเพราะเราขาดความต่อเนื่องในการดำเนินวิธีการที่ถูกต้อง และถ้าถามว่าทำไมเราถึงไม่สามารถควบคุมการกินอาหารได้ เนื่องจากการที่เราสะสมการกระทำที่เป็นความชอบส่วนตนไว้อยู่เป็นนิจ(กินแต่อาหารที่ชอบอันไม่มีประโยชน์) เมื่อสั่งสมแต่เรื่องที่เราชอบมันก็เป็นการยากที่จะออกไปทำเรื่องที่ไม่ชอบซึ่่งเป็นทางที่ควรทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย(กินอาหารที่ให้ประโยชน์เพื่อสุขภาพให้แข็งแรง) หรือให้เวลาได้คิดไตร่ตรองก่อนลงมือทำ ตัวอย่าง เช่น

            ถ้าเราเป็นคนชอบดื่มเหล้า ดื่มทุกวัน เป็นประจำ ว่างเมื่อไหร่ต้องไปดื่ม ถามว่าจะมีซักช่วงเสี้ยววินาทีก่อนตัดสินใจซื้อเหล้าไหมว่าจะไม่ซื้อ คงจะเป็นไปได้ยากในหมู่นักดื่มเหล้า เพราะเขาได้สะสมความรู้สึก ความสุข ความสนุก ความเพลิดเพลิน ที่ได้จากการดื่มเหล้า คิดถึงการดื่มเหล้าทีไรจะมีแต่ความชอบไม่เคยคิดจะไม่ชอบเลย และไม่เคยหยุดคิดเลยว่าเหล้านั้นจะโทษกับตัวเอง หรือผลเสียอื่นๆตามมา จึงกลายเป็นเรื่องยากที่จะมีสติก่อนที่จะซื้อหรือออกไปดื่ม เพราะความเคยชินที่ทำอยู่ทุกวัน ตามคำโบราณที่ว่า หัดยังไรก็ได้อย่างนั้นแต่ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะเลิก บอกตัวเองทุกวันในขณะที่นั่งดื่ม ขณะไปซื้อ เราจะเริ่มใช้เวลามากขึ้นก่อนตัดสินใจ แม้ในขณะดื่มซึ่งส่งผลให้ดื่มน้อยลง จนในที่สุดที่เราสามารถสะสมกำลังสติของเราอยู่เป็นประจำ นำมาซึ่งการคิดไตร่ตรองถึงเหตุผลที่เป็นประโยชน์ที่แท้จริง มองทะลุถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและจบลงของการดื่มเหล้า มองไกลไปถึงอนาคตของครอบครัวหรือตนเอง จึงทำให้เราสามารถหยุดยั้งการกระทำที่ไม่สมควรได้ด้วยพลังที่มากขึ้นของสติอันเนื่องมาจากการฝึกฝนเป็นประจำ


            พอกล่าวถึงเรื่องนี้ ก็ขอต่อไปอีกหน่อย คุณเคยไหมที่ใจคิดชั่ว ทั้งที่ไม่ได้อยากจะคิดอย่างนั้น แต่มีความคิดแบบนั้นขึ้นมาในหัวของเราและเรารู้ว่าเราคิดผิดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น ความรู้สึกอิจฉาเพื่อนที่ทำงานได้เงินเดือนมากกว่า ทันทีที่เราฟังว่าเพื่อนได้เงินเท่าไหร่เราจะนำไปเปรียบเทียบ เสร็จแล้วจึงเกิดความอิจฉาขึ้นมาทันที แต่เรารู้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันไม่ถูกต้องทำไมเราต้องอิจฉาเพื่อนด้วย คำถาม คือ แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น นั่นเพราะจิตใจของเรามันคอยจะลงต่ำ ลงไปหาสิ่งที่ง่ายกว่า เร็วกว่า ตามสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบไป แต่ถ้าเราคิดว่าเราก็อยู่ในทางที่ถูกตลอด ทำสิ่งที่ดีตลอดแล้วยังเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีก ขอตอบว่า เรายังไปไม่ถึงปลายทางของการคิดดี หากเราไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใจของเรา เราต้องคอยดึงจิตใจของเราขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใช้สติอยู่ตลอดเวลาอย่าให้กระบวนการคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้นและผลักดันไปถึงการกระทำโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้นเราก็ปล่อยไปทันทีไม่ยึดถือไว้ หากเราสะสมการใช้สติเพื่อคิดในทางที่สมควรอยู่เป็นนิจ มันจะกลายเป็นการยากที่เรื่องที่ไม่สมควรจะผุดขึ้นในหัวเราได้ เราทุกคนเป็นนักสะสมอยู่แล้วอยู่ที่ว่าเราจะสั่งสมทางถูกต้องหรือทางที่ไม่ควรกระทำก็ได้ 

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำไมเราถึงไม่ได้รับการยอมรับ


มนุษย์เราทุกคนต้องการการยอมรับ จากการอยู่ร่วมกับผู้อื่น จากการอยู่กันเป็นสังคมมนุษย์ ในทุกๆ มุมมอง ทุกๆเรื่องราวของการแสดงความคิดเห็น การกระทำ บุคลิกภาพ  ภาพลักษณ์ วิถีชีวิต แนวคิด ปรัชญาการดำเนินชีวิต ศาสนา การงาน อาชีพ การศึกษา การอยู่ร่วมกันของครอบครัว  การได้รับความนับถือในสังคมที่ตนอยู่ ในสิ่งที่เป็นนามธรรมและสิ่งที่เป็นรูปธรรมของแต่ละคน

ทุกคนมีทิศทาง มีเป้าหมายของตนเองที่จะนำไปสู่การได้รับการยอมรับ แต่ละคนมีวิธีการในการสร้างการยอมรับที่แตกต่างกัน ตามความถนัด ตามนิสัย ตามความเข้าใจ ตามประสบการณ์ความรู้ที่ได้รับ ตามสภาพแวดล้อมของสังคมที่ตนอยู่ นำมาซึ่งการแสดงออกทางการกระทำ บุคลิกภาพภายนอก การแต่งตัว การใช้สิ่งของวัตถุต่างๆ ตั้งแต่ของพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตไปถึงสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจเฉพาะของแต่ละคน ทำให้เกิดกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม เพื่อความต้องการความแตกต่าง ต้องการให้ตนมีอัตลักษณ์เฉพาะ ผู้คนส่วนใหญ่วิ่งเข้าหากระแส โอบอุ้ม ตอบรับมันอย่างรวดเร็ว แม้กระแสจะทำให้เกิดความเหมือนคล้ายกันของบุคคล 

            ตัวอย่างเช่น ผู้คนมากมายต้องมีสิ่งของกายภาพที่มีรูปทรงเลขาคณิตเหมือนกันต่างกันแค่เพียงชื่อที่เป็นสิ่งสมมุติเท่านั้น เป็นต้น แต่ทิศทางของผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกระแสความนิยมของแต่ละเรื่องราว เช่น แนวเพลงที่ฟัง แนวหนังที่ดู สไตล์การแต่งตัว ที่อยู่ในกระแสความฮิตในขณะนั้น ทำให้ลักษณะภายนอกต่างๆ ที่เป็นเหมือนเครื่องสะท้อนออกมา กลายเป็นสิ่งของทางกายภาพ เป็นภาพลักษณ์ให้กับคนแต่ละคน รวมไปถึงการแสดงออกของสิ่งที่เป็นนามธรรม ด้วยแนวทางความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจต่อเรื่องราวต่างๆ ในมุมมองที่ตนได้เรียนรู้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความต้องการ "การได้รับการยอมรับ"


การสร้างการยอมรับไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ มันมีอุปสรรคในการกระทำ ในทุกอย่างที่คิด ในทุกอย่างที่แสดงออกเพื่อให้ได้รับการยอม  การยอมรับมีปัจจัยหนึ่งที่มาขับเคลื่อนอยู่ คือ เทคโนโลยี เทคโนโลยีเป็นตัวเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคม เปลี่ยนคุณค่าบางสิ่งบางอย่างของสังคม แบบค่อยเป็นค่อยไปอยู่ตลอดเวลา เช่น ในยุคสมัยปัจจุบันเมื่อทุกคนมีพื้นที่สื่อ (สังคมออนไลน์) ทำให้การยอมรับของสินค้าที่นำมาขาย เป็นสิ่งที่ยากขึ้นกว่าในอดีต ผู้บริโภครับฟังความเห็นด้วยกันมากกว่าโฆษณา เป็นต้น ตัวอย่างที่ยกให้เห็นเป็นการเปลี่ยนมาตรฐานการยอมรับจากเดิมที่เคยมีอยู่ ถึงแม้ครั้งหนึ่งจะเคยเป็นที่ยอมรับของสังคม  การยอมรับในแบบเก่าๆ จะค่อยๆ เลือนหายไปกับกาลเวลา

ที่กล่าวมาข้างต้นพูดถึงเรื่องการสร้าง การทำความเข้าใจกับเรื่องการยอมรับ เราลองมาดูในมุมของการให้การยอมรับกันบ้าง

"เราให้การยอมรับ" กับเรื่องราว แนวคิด การกระทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งด้วยอะไร มีหลักเกณฑ์แนวคิดใดที่เราจะให้การยอมรับเขาเหล่านั้น ลองมาดูตัวอย่างกัน 

           สมมุติว่าถ้าเราเป็นอาจารย์สอนหนังสือวิชาความรู้หนึ่ง เราจะให้การยอมรับกับผู้ที่เข้ามารับการสอน ให้คำชมเชยหรือคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่นั้น การให้การยอมรับจะมาจากการที่บุคคลนั้นได้ทำตามกฎเกณฑ์แนวทางในการศึกษาที่เราได้วางไว้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานของสถานศึกษานั้นๆ


แต่ถามว่า

วิธีการสอนการให้คะแนนของเราต่างกับวิธีการของอาจารย์ที่อยู่ในสถานศึกษาท่านอื่นที่สอนวิชาเดียวกันหรือไม่ ถึงแม้จะมีแนวทางที่ใกล้เคียงจากการกำหนดมาตรฐานจากกระทรวงการศึกษา แต่การยอบรับของเราต่อเด็กที่เรียนที่อื่นกับเด็กที่เราสอนนั้นก็จะแตกต่างกันอยู่ดี และการให้การยอมรับมันมีเรื่องของจิตใจอีกด้วย เพราะหากการกระทำ การแสดงออกถึงความคิด กริยาท่าทางภายนอก ฯลฯ ที่ตรงใจ ตรงกับความรู้ประสบการณ์ ความเข้าใจ ความเชื่อ ของเรา ว่าผู้ศึกษาที่ดีควรจะมีลักษณะอย่างไร หากผู้ศึกษาคนใดคนหนึ่งมีลักษณะเป็นอย่างนั้นเราจะให้การยอมรับในแบบที่พิเศษกว่า

มาตรฐาน กฎเกณฑ์ของการยอมรับไม่ได้มีความเท่าเทียมกัน จะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล แต่ละสังคม แต่ละชาติ แตกต่างกันไปตามหัวข้อมุมมองต่างๆ ที่นำมาจำแนกความแตกต่างของมนุษย์ เรื่องของการยอมรับนั้นจะต้องเกิดจากทั้งสองฝั่ง คือ ฝั่งที่สร้างการยอมรับ และฝั่งที่ให้การยอมรับ ถ้าคนสร้างทำทุกอย่างอย่างสุดความสามารถ ใส่ความพยายามอย่างเต็มที่ ถ้าสิ่งที่ทำ สิ่งคิดหรือแสดงออกมามันไม่ตรงใจ ไม่ตรงมาตรฐานของอีกฝั่งที่ให้การยอมรับ การยอมรับนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น และการที่เราให้การยอมรับต่อใครคนหนึ่งไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นจะยอมรับเราและยอมรับในสิ่งที่เราทำหรือสิ่งที่เราคิด 

ดังนั้นเราน่าจะลองมาช่างน้ำหนักว่าเราจะให้น้ำหนักต่อเรื่องการยอมรับมากน้อยแค่ไหน  มีความจำเป็นหรือไม่ในเรื่องของความต้องการการยอมรับและการสร้างการยอมรับ เพื่อทำให้เราตัวเราได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น  เราควรจะให้น้ำหนักแก่เรื่องนี้เท่าใดจึงจะอยู่ในจุดที่เรามีความสุข....

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เข้าใจเป้าหมายเข้าใจชีวิต (2)

ตอน เป้าหมายที่เหมือนคล้ายในความต่าง

การทำตามเป้าหมายนั้น ในบางครั้งเราจำเป็นต้องเล่นไปตามเกม เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น ถ้าเราเป็นผู้ชายมีเป้าหมายต้องการที่จะหาคู่ครองเพศตรงข้าม เราต้องคอยตามใจ เสียสละเวลา ลดความเป็นตัวเอง ปรับตัวเข้าหา นำเสนอสิ่งพิเศษ ทำทุกอย่างให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกดี เพื่อหวังว่าจะได้เธอคนนั้นมาเป็นคู่ครองชีวิต ถามว่าจริงๆแล้วเราทำสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ถึงเป้าหมายหรือเราทำสิ่งที่อยากทำกันแน่ นำมาสู่คำถามที่ว่า เป้าหมายที่เราทำเป็น เป้าหมายที่ต้องทำ หรือเป็น เป้าหมายที่เราอยากทำ?  และเหตุใดเล่าเป้าหมายของเราจึงเหมือนกับเป้าหมายของคนอื่นๆ แม้จะอยู่กันคนละมุมโลก

เป้าหมายที่เราต้องทำ และ เป้าหมายที่เราอยากทำ เราควรทำตามเป้าหมายใดกันแน่ ทั้งสองเป้าหมายล้วนเกิดขึ้นกับเราทุกคน อันแรกเป็น เป้าหมายที่เราต้องทำ เราต้องทำเพราะธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เพื่อตอบสนองการคงอยู่ของร่างกาย เราจำเป็นต้องทำตามเป้าหมายพื้นฐานของปัจจัยสี่ นำมาสู่การตั้งเป้าหมายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คือ หาทรัพย์สมบัติที่ตอบสนองปัจจัยพื้นฐานเหล่านั้น เพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนในยุคนี้ ถ้าหากเราไม่ใช้เวลาของเราหาเงินทองมาแลกเปลี่ยนเราก็จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งหมดตอบสนองปัจจัยพื้นฐานนั้นด้วยตัวเอง

 เมื่อเราทำตามเป้าหมายของสิ่งที่ต้องทำแล้วการตั้ง เป้าหมายที่เราอยากทำ จึงเกิดขึ้น  ซึ่งมาจากความไม่พอใจในเป้าหมายของสิ่งที่ต้องทำ มาจากความต้องการความแตกต่าง ความโดดเด่น ต้องการมีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล เมื่อทำตามเป้าหมายของสิ่งที่อยากทำจนมากเกินไปจนเกิดความ “พยายามแตกต่างในความเหมือนและพยายามเหมือนในความแตกต่าง” สุดท้ายแล้ว เป้าหมายที่เราอยากทำ  เป็นเพียงเป้าหมายที่ตอบสนองความเป็นตัวตนเท่านั้น




คำถามที่ว่า เหตุใดจึงมีความเหมือนกันของเป้าหมาย ของเพื่อนมนุษย์ในสังคมเราหรือเพื่อนมนุษย์ในสังคมอื่นๆ  ถึงแม้บุคลิกลักษณะภายนอกของมนุษย์จะมีความแตกต่างกันออกไป ทำอะไรต่างกัน อาจจะมีแนวคิดที่ต่างกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน ลึกลงไปในทุกๆความต่าง เช่น ครอบครัว เพื่อน พี่น้อง พ่อแม่ ครูอาจารย์ อาชีพ การศึกษา วิถีชีวิต จนถึงอัตลักษณ์ของคนแต่ละคน แต่ไม่ว่าเราจะสร้างความแตกต่างในรูปแบบไหนๆ เพื่อที่จะให้มนุษย์คนหนึ่งต่างกับอีกคนหนึ่ง ก็ยังมีความเหมือนคล้ายกันอันเนื่องมาจากเป้าหมายอยู่ดี เช่น เป้าหมายชีวิต เป้าหมายการศึกษา เป้าหมายครอบครัว เป้าหมายของสังคม เป้าหมายของประเทศชาติ

           เราต้องคอยตอบสนองความต้องการของร่างกายที่เราไม่อาจควบคุมได้เป็นพื้นฐานก่อนที่จะนำไปสู่เป้าหมายอื่นๆ ซึ่งหากมองตามทฤษฎีมาสโลว์ที่กล่าวถึงลำดับความต้องการของมนุษย์ ว่าจะต้องเริ่มการตอบสนองทางกายก่อน จึงนำมาสู่การตอบสนองความต้องการอื่นๆ จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถที่จะข้ามขั้นลำดับความต้องการได้ ถ้าวันหนึ่งที่คุณลืมตาขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวคุณเองเปลือยล่อนจ้อนอยู่บนถนนสิ่งแรกที่คุณคิดคืออะไร ใช่การหาปัจจัยสี่ให้กับตัวเองหรือไม่ ในเมื่อธรรมชาติทำให้เราต้องทำสิ่งพื้นฐาน ไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องทำเป้าหมายพื้นฐานก่อน นั่นทำให้เกิดความเหมือนกันของเป้าหมาย เพราะเรามีพื้นฐานของธรรมชาติเดียวกัน อยู่ในสัจธรรมเดียวกัน เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสัจธรรมที่คงอยู่ตลอดกาลเวลาได้  ซึ่งสิ่งที่เราทำ คือ เราไม่ได้ยอมรับความจริงของมัน พยายามยืดเวลา หลบเลี่ยง บ่ายหน้าหนี เมื่อสิ่งนี้เป็นรากฐานแม้เป้าหมายจะมีความทับซ้อนมากเท่าไหร่ มีรูปแบบการเชื่อมโยงอย่างไร ผลสรุปออกมาเป็นภาพใหญ่ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ต่างกันเพียงความต้องการที่มากกว่าหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น

สุดท้ายสิ่งที่เรากระทำยังวนเวียนอยู่ในเรื่องเหล่านี้ เราสามารถที่จะเลือกอยู่ในวังวนที่มีความเหมือนคล้ายกันจนไม่อาจหลีกหนีแม้จะพยายามแตกต่างในความเหมือนและพยายามเหมือนในความแตกต่าง หรือเราจะเลือกที่จะทำสิ่งที่แตกต่างอย่างแท้จริงโดยการหลุดออกจากวังวนนี้ไปโดยไม่หวนกลับเข้ามาอีกตลอดกาล

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เข้าใจเป้าหมายเข้าใจชีวิต (1)


ตอน ภาพใหญ่ของเป้าหมาย

เมื่อเราจะลงมือกระทำสิ่งใดบนโลกนี้ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในหัวของเรา คือ เราจะมีจุดหมายที่ต้องการให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นตามความต้องการที่ต่อเนื่องจากความรู้สึก นำมาสู่การคิดวางแผนและความคิดสนับสนุนต่างๆ จนกระทั่งผลักดันให้ทำสิ่งนั้นขึ้น จุดหมายที่เกิดขึ้นบางครั้งต้องใช้เวลายาวในการกระทำกว่าจะสำเร็จได้ บางจุดหมายอาจใช้เวลาเพียงไม่นานก็บรรลุถึงสิ่งที่ตั้งหวัง

            จุดเริ่มต้นของเป้าหมายมาจากอะไร มีองค์ประกอบใดจึงเกิดเป้าหมายขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความรู้ของเรา ถ้าเรามีความรู้ในเรื่องใด เราก็สามารถที่จะวางเป้าหมายในเรื่องนั้น ตั้งแต่ความรู้ที่สลับซับซ้อนในแต่ละสาขาวิชาชีพ ไปจนถึงความรู้พื้นฐานอย่างเช่น การกินดื่ม เมื่อเรารู้สึกถึงความหิวกระหาย เราจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้หายจากอาการนั้น เริ่มแรกเราอาจแค่หาสิ่งมีชีวิตมาใส่ปาก ต่อมาเมื่อเรามีความรู้มากขึ้นเราเริ่มใช้ความร้อนในการทำอาหาร รวมไปถึงเริ่มปรุงรสชาติ ตกแต่งหน้าตาอาหาร กลายมาเป็นรูปแบบของอาหารที่แตกต่างกันไป นั่นก็มาจากความรู้เช่นเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งของเป้าหมายมาจากความต้องการของแต่ละคนบุคคล

            องค์ประกอบของเป้าหมายที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ อุปสรรค ซึ่งจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในการก้าวไปสู่เป้าหมาย อุปสรรคขัดขวางที่เจ็บปวดที่สุดจะนำพาการจดจำอันลึกซึ้ง จะนำมาซึ่ง ความพยายาม ความมุ่งมั่น ความมีวินัย ความอดทน ความกล้าที่จะทำในสิ่งใหม่  หากเราก้าวเข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างง่ายดาย ความรู้สึกถึงความภาคภูมิใจจากความสำเร็จจะเป็นส่วนที่เราไม่ได้จดจำมันมากมายนัก อาจไม่รู้สึกถึงความสำเร็จใดๆ



            แม้จะเราเลยจุดที่จะมานั่งวางเป้าหมายและความสำคัญของการกินไปแล้ว แต่จริงๆเรายังทำอยู่โดยไม่รู้ตัว เรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายขนาดเล็ก เรามุ่งให้ความสำคัญกับเป้าหมายที่มีคุณค่าที่จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราลงมือกระทำ เป้าหมายที่ดูมีคุณค่า ยิ่งใหญ่ เกิดขึ้นมาจากการรวมตัวกันของเป้าหมายขนาดเล็กหรือเป้าหมายที่ดูไม่น่าให้ความสำคัญจะรวมกันกลายเป็นกลุ่มก้อนของเป้าหมาย “ในเป้าหมายมีเป้าหมายทับซ้อนอยู่”  ซึ่งถ้าเราลองแยกความทับซ้อนนั้นออกเราจะเห็นอะไรในเป้าหมายหนึ่งๆบ้าง

           ถ้าเช่นนั้นเราลองมาแยกเป้าหมายจากตัวอย่างต่อไปนี้กัน เป้าหมายของความสำเร็จในด้านของการทำงาน เริ่มจากเป้าหมายของการทำงานเพื่อทรัพย์สมบัติหรือตามความต้องการของตน นำไปสู่เป้าหมายของการเลือกงานหรือเป้าหมายของอาชีพ เป้าหมายอาชีพนำไปสู่การเลือกเป็นพนักงานบริษัทหรือการเป็นเจ้าของกิจการ กลายเป็นต้องมีเป้าหมายของการศึกษาที่ส่งเสริมเป้าหมายอาชีพ สมมุติว่าถ้าหากเราเลือกเป็นลูกจ้างเมื่อเข้าไปอยู่ในบริษัทก็จะพบกับเป้าหมายสูงสุดของบริษัทและนำมาสู่การวางเป้าหมายในแต่ละจุดของงาน เป้าหมายของแต่ละจุดของงานนำมาสู่เป้าหมายของทีม เป้าหมายของทีมนำมาสู่เป้าหมายของแต่ละคน เป้าหมายของแต่ละคนเชื่อมต่อไปยังเป้าหมายต่างๆ อีกมากมาย  ซึ่ง “ในเป้าหมายที่มีเป้าหมายทับซ้อน” อยู่นั้น จะมีทั้งเป้าหมายที่มีรูปแบบของการแตกแขนงเป็นแนวนอน และแนวตั้ง บ้างแตกแขนงอย่างไร้ทิศทาง ถ้าเราพลาดเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งที่มีส่วนในเป้าหมายที่เราให้ความสำคัญไป เราก็จะผิดพลาดล้มเหลวไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น


            ดังนั้นการวางเป้าหมายที่เป็นภาพใหญ่หรือเป้าที่ยิ่งใหญ่ที่เราเห็นว่ามีคุณค่าแก่การกระทำ ในแต่ละส่วนของเป้าหมายควรมีความสอดคล้องส่งเสริมกัน หากเป้าหมายใหญ่อยู่ในทิศเหนือ ถ้าเราทำเป้าหมายย่อยไปในทิศใต้ เห็นทีการเดินทางไปถึงเป้าหมายคงจะเป็นไปได้ยาก 

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ว่าด้วยเรื่องเหตุผล (ตอนที่ 2)


ถ้าเราไม่มีหลักการของเหตุผลเราจะอยู่บนโลกนี้อย่างไร ถ้าเราเกิดมาไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ  จะเกิดประโยชน์ในการที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆไหม 

เราทุกคนเคยมีช่วงเวลาของการไร้เหตุผลอยู่เหมือนกัน ในช่วงที่เรายังเป็นเด็ก เราไม่ได้ใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิต เราใช้ความรู้สึกที่รับรู้ได้ผ่านสัมผัสทั้งหมดดำเนินชีวิตไป เราไม่ได้มานั่งหาเหตุผลของเรื่องราวใดๆ บนโลกบนนี้ หากคุณนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ลองมองเด็กๆแถวบ้านคุณดูสิ เด็กที่ไม่ได้แก่แดดมาจากการดูโทรทัศน์หรือทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ผลักดันให้ทำเพื่อเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ เด็กๆเหล่านั้นจะมีความสุข สนุก ชอบที่จะเล่น กระโดดโลดเต้นไปกับการใช้ชีวิตอยู่บนโลก ท่าทางในการเดินจะไม่เดินแบบผู้ใหญ่ที่คิดว่าการเดินเต็มสองเท้าเป็นสิ่งที่ควรทำ จะกระโดด ไปมา บ้างวิ่ง ลอยอยู่บนอากาศเสมือนโลกนี้ไร้ซึ่งแรงดึงดูด เหมือนกับว่าตัวของพวกเขาไร้น้ำหนัก พวกเขาพร้อมที่จะรับเพื่อนใหม่อยู่เสมอ ไม่กีดกันด้วยความเป็นชายหญิง ไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ จะมาหยุดความสนุกของพวกเขาได้ นอกจากความเป็นเหตุผลของผู้ใหญ่ที่นำใส่เข้าไปในหัวเด็ก บอกว่าให้ทำกริยาการเดินให้ดีบ้างให้ทำเหมือนคนปกติบ้าง เล่นให้น้อยลงบ้าง  ฯลฯ สารพัดจะใส่ลงไปเท่าที่ความเป็นเหตุผลของผู้ใหญ่เหล่านั้นมี หากเราใช้ชีวิตแบบเด็กๆ นั่นอาจจะนำพามาซึ่งความไม่ขัดแย้ง ความไม่ถือตน ความไม่ให้ท้ายตัวเอง และทำให้เรามีความสุขได้เช่นเดียวกับหาความสอดคล้องของเหตุผลเรื่องหนึ่งๆเพื่อที่จะเชื่อบางสิ่งบางอย่างก่อนลงมือทำอะไร

ก่อนที่เราจะมานั่งคิดหาความจริงของเรื่องหนึ่งๆ เพื่อที่เราจะเชื่อต่อแนวคิวหรือความเชื่อใด ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งใดเชื่อได้หรือไม่ได้ เป็นจริงหรือไม่จริงนั้น อันดับแรกที่ควรพิจารณา คือ มันประโยชน์ที่แท้จริงมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่ได้มีประโยชน์อันใดในการหาข้อเท็จจริง เราก็ควรจะเลิกที่จะหาข้อเท็จจริงเหล่านั้น เช่น ถ้ามีคนมาเล่าให้ฟังว่าเฒ่าแก่ที่เปิดร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างอยู่ปากซอยบ้านมีเมียอยู่หลายจังหวัด ถ้าหากเราเป็นคนที่สนิทชิดเชื้อกับเฒ่าแก่คนนั้นแน่นอนว่าเราอาจจะไม่เชื่อในทันทีทันใดที่รับฟัง แต่ถามว่า จริงๆ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรในการหาข้อเท็จจริงนั้น มันเป็นเพียงหัวข้อหรือประเด็นที่นำมาคุยในยามว่างเท่านั้นเอง ไม่ได้มีสาระอันใดเลย เพราะในโลกที่เราอยู่มีเรื่องราว แนวคิด ความเชื่อ มากมายมหาศาล หากจะนำมานับเป็นของกายภาพ เห็นทีพื้นที่บนโลกนี้จะไม่พอเพียงต่อการวางสิ่งเหล่านั้น หากเรามานั่งคิดทุกเรื่องว่า เรื่องใดเป็นจริง เรื่องใดเป็นเท็จ เรื่องใดควรจะเชื่อ เรื่องใดไม่ควรเชื่อ เราคงต้องใช้เวลาจนหมดช่วงสุดท้ายของลมหายใจเพื่อหาคำตอบของเรื่องราวทั้งหมดนั่น




เมื่อความเชื่อที่มาจากการไตร่ตรอง หาความเชื่อโยงที่สอดคล้องกัน ที่นำพาไปสู่การกระทำ เนื่องจากเห็นว่าความเชื่อนั้นถูกต้องแล้ว ถ้าหากสิ่งที่เราเชื่อมันผิดหละ ซึ่งความเป็นจริงแล้วเราไม่รู้ว่า ความเชื่อใดถูกหรือผิดอย่างแท้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่หลักเกณฑ์ใดๆจะมาตัดสินนอกเสียจากการใช้การไตร่ตรอง ครุ่นคิด หาความเชื่อมโยงที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เมื่อไม่มีความแน่ชัดใดๆ ฉะนั้น เราต้องคอยตรวจสอบแนวคิด ความเชื่อที่เราเชื่อ เราไม่อาจวางใจต่อ แนวคิดหรือความเชื่อใดๆได้ ถึงแม้จะไม่ผิด แต่มันอาจจะนำพาเราไปยึดติดกับบางสิ่งบางอย่างและทำให้เราเสียโอกาสในการเข้าถึงเรื่องอื่นๆ ที่ดีกว่าได้

เหตุผลของมนุษย์มีมากมายเกินจะหยั่งถึงเพื่อที่จะนำมาใช้ให้ได้สิ่งที่ตนเองปรารถนาหรือเพื่อปฏิเสธ ผลักไสไล่ส่งสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ เช่น เหตุผลของคนจะเลิกกัน ลึกๆแล้วมันมีแค่ อันเดียวเท่านั้น คือ ฉันไม่เอาเธออีกแล้ว แต่พออีกฝ่ายถามถึงเหตุผลก็หยิบทุกอย่างขึ้นมาพูด เป็นร้อยเป็นพันยังได้ สิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งควรทำคือ ไม่ควรหาเหตุผลกับเขาอีก เพราะมันมีเพียงเหตุผลที่พูดขึ้นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการหรือเพื่อปฏิเสธเท่านั้น


และในบางครั้งเราไม่ลงมือกระทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่เคยคิดว่าไม่เคยจะทำ ไม่อยากทำ คิดว่าทำไม่ได้ทำออกมาแล้วจะไม่ดีเหมือนคนอื่นๆ หรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ที่จะสนับสนุนให้เราไม่ลงมือกระทำ เราควรทดลองลงมือทำสิ่งที่ขัดแย้งกับเหตุผลต่างๆเหล่านั้น เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่าผลลัพธ์ที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของขวากหนามแห่งเหตุผลจะเป็นอย่างไร มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คุณเคยลงมือกระทำมาในช่วงชีวิตของคุณก็เป็นได้